เรียบร้อย “ลุงตู่”...
หลังถกกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านที่สุดรัฐสภาก็เห็นชอบให้ใช้สูตรหารด้วย 500 ในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ทำให้ฝ่ายรัฐบาล “3 ป.” ดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาทันที เพราะโอกาสที่จะคว้าชัยในสนามการเมืองมีแนวโน้มไปในทางบวก
เพราะหากหารด้วย 100 ก็จบเห่ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีทางสู้พรรคเพื่อไทยได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะ “แลนด์สไลด์” อย่างหมดจด
แต่เมื่อเกมมาพลิกอย่างนี้ก็ต้องหาทางแก้ลำด้วยวิธีการต่างๆ
1.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าสูตรหารด้วย 500 นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
2.แตกแบงก์พันตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อรองรับกับการส่งผู้สมัครทดแทนที่ขาดหายไปของ ส.ส.จากบัญชีรายชื่อ
พูดง่ายๆสถานการณ์ไม่ต่างไปจากพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบพรรคจนทำให้เกิดปัญหาเป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว
จนทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้แม้จะได้ ส.ส.เขตจำนวนมากก็ตามหากคิดชนะเลือกตั้งก็มีวิธีเดียวที่จะสำเร็จได้ เนื่องจากหากส่งผู้สมัครพรรคเดียวต่อเพื่อไทยคงได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่กี่คนเท่านั้น
จะไปรวมกับพรรคก้าวไกลเพื่อตั้งรัฐบาลก็คิดได้แต่ในสนามเลือกตั้งถือเป็นคู่แข่งที่ต้องสู้กันอย่างเต็มที่
ที่สำคัญก็คือ “ก้าวไกล” ไม่ยอมเป็นลูกไล่แน่
ยิ่งไปกว่านั้นพรรคก้าวไกลมีโอกาสที่จะได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้นจากการคำนวณคร่าวๆในระบบปาร์ตี้ลิสต์
มากกว่า “เพื่อไทย” อย่างแน่นอน
การแตกพรรคจึงเป็นความจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อชนะการเลือกตั้งและเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
อีกทั้งยังแก้ปัญหาระดับแกนนำพรรคจำนวนหนึ่งที่ต้องการลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์เพราะไม่มีเขตพื้นที่ให้ลงสมัคร
...
หรือถ้าจับไปลงพื้นที่ก็ไม่มีทางได้เป็น ส.ส.
การที่รัฐบาลพลิกเกมหันมาใช้สูตรหารด้วย 500 นั้น ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวทำให้เกิดความปั่นป่วนในเพื่อไทย
มีแกนนำหลายคนที่เคยแยกตัวออกจากพรรคไปแล้ว แต่หวนกลับมาก็หวังจะลงสมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์
ก็คงต้องเบนเข็มไปสู่ทางเก่าอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ครอบครัวเพื่อไทยคงระส่ำไม่ต่างกับ “บ้านแตก” อีกครั้ง
วิถีการเมืองไทยก็เป็นอย่างนี้เมื่อทุกฝ่ายต่างก็มุ่งที่จะเอาชนะจึงไม่ได้คิดที่จะมองภาพรวมของระบอบประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์
ทุกอย่างมันจึงวนเวียนอยู่ในกรอบแบบนี้
“เงิน-อิทธิพล” จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กลไกต่างๆ บิดพลิ้วไปจากความถูกต้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม
คงอีกนานที่ประเทศไทยจะเข้ารูปเข้ารอยไปสู่ประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์และจรรโลงให้ประเทศชาติและประชาชนเจริญก้าวไปข้างหน้าได้
ต้องรอความหวังจากนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาช่วยกันแก้ไข.
“สายล่อฟ้า”