ประชุมรัฐสภาหวิดวุ่น “ไพบูลย์” แจงปมคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องหาร 100 ไม่ใช่ย้อนกลับไปก่อนแก้รัฐธรรมนูญ “เต้ มงคลกิตติ์” ลุกประท้วง บอกฟังจนเบื่อแล้ว

เมื่อเวลาประมาณ 19.27 น. วันที่ 6 ก.ค. 2565 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กำลังอยู่ในการพิจารณามาตรา 23 แก้ไขมาตรา 128 ซึ่งมีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ

นายไพบูลย์ ชี้แจงว่า กรณีเพื่อนกรรมาธิการหลายคนอภิปรายความเห็นสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 โดยยึดโยงคำพูดมาจากว่า ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ และบางคนพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนั้นที่เป็นกรรมาธิการ ซึ่งตนเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และมาตรา 91 ในขณะนั้น อยากเรียนข้อเท็จจริงให้ทราบว่า การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีการพิจารณา 2 ประเด็น คือ มาตรา 83 แก้ให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 400 เขต ให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเหลือ 100 คน

ส่วนมาตรา 91 เป็นการแก้ไขให้สอดรับกับการแก้ไขให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ ให้แก้ไขวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามร่างที่เสนอมามีการพิจารณาในที่ประชุมซึ่งกรรมาธิการถกเถียงกันมากถึงสูตรหาร 500 จึงอยากเรียนว่า เหมือนข้อเสนอตอนนี้ที่เสนอมาว่าใช้ 500 หาร ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการไม่เห็นชอบ เพราะที่เสนอมาที่จริงก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 91 ก่อนแก้ไข ซึ่งคล้ายกับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกเสนอคำแปรญัตติมา คือเอารัฐธรรมนูญเดิม มาตรา 91 ที่แก้ไขไปแล้ว หรือยกเลิกไปแล้ว เอามาแปรญัตติเพื่อให้เป็น พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง หรือกฎหมายลูกของมาตรา 91 ส่วนตัวก็ไม่เคยเห็น เพิ่งเห็นครั้งนี้เหมือนกัน

...

ดังนั้นในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในสมัยนั้น ผมอยากเรียนว่าที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านหนึ่งได้กล่าวถึงว่า การพิจารณาไม่ได้มีการพูดถึง 100 ใช่ครับ ไม่ได้บอกตรงๆ ว่า 100 แต่ผมเป็นคนถามในฐานะประธานเอง ถามให้ท่านกรรมาธิการน่าจะมาจากทาง กกต. ว่า การที่เขียนตามมาตรา 91 ในวรรคแรกว่า จะต้องให้คำนวณสัดส่วนสัมพันธ์โดยตรงนั้นเป็นอย่างไร กรรมาธิการซึ่งมาจาก กกต. ตอบว่า ก็ต้องเป็นไปตามเหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2554 ต้องคำนวณตามนั้น ซึ่งปี 2554 เป็นการแก้ไขใช้ถ้อยคำเหมือนกันหมด แต่ว่าเวลาออกกฎหมายลูกนั้น ก็จะออกกฎหมายลูกเหมือนกับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วย คือ ตามร่างที่ กกต. เสนอมา เป็นอย่างนี้ ส่วนปี 2540 ก็หารด้วย 100 ปี 2554 หารด้วย 125 ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า เรื่องนี้เอกสารมันเยอะ อย่างไรผมก็ต้องเอารายงานการประชุมนี้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เวลามีการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ของการที่เราจะแก้กฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ตามที่เราพิจารณาในตอนนี้มาตรา 23 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 128 จะใช้ 500 ได้หรือไม่

“ผมอยากจะกราบเรียนเลยว่า เจตนารมณ์เขาดูกันที่กรรมาธิการ ในกรรมาธิการขณะนั้นพิจารณากันอย่างไร ผมไม่ได้ห่วงเรื่องการไปแสดงให้เห็นว่าเจตนาเป็นอย่างไร เพราะว่าผมก็คงจะต้องลำดับเรื่อง ลำดับเหตุการณ์ไปอย่างนั้น แต่ผมขอกราบเรียนต่อมาว่า กรรมาธิการท่านแรกยังกล่าวยอมรับเลยว่า อ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 แล้ว อ่านอย่างไรก็ต้องหารด้วย 100 แต่ที่ท่านเสนอ 500 เพราะว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93, 94 ผมอยากจะกราบเรียนว่า การแก้ไขกฎหมายลูกในวันนี้ แก้ไขให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มันก็ต้องดูมาตรา 91 ก็ต้องแก้ไปตามนั้น ท่านจะไปแก้แบบชนิดที่ไปดูมาตรานู้นมาตรานี้ หรือไม่ดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก่อนแก้ไข มันไม่ได้หรอก

เพราะว่าการแก้ไขครั้งนี้เปลี่ยนแปลงสำคัญ เปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้งเป็น 2 ใบ ให้บัตรใบแรกเลือก ส.ส.แบ่งเขต ชอบใครก็เลือก เมื่อเลือกจบลงคะแนนเสร็จ ใครได้คะแนนมากก็ชนะไป บัตรใบที่ 2 ก็ต้องการให้ประชาชนมีสิทธิ์เพิ่ม ชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคไหน ก็ไปหย่อนบัตรเลือกของพรรคนั้น จะทำให้ประชาชนได้มีอิสระขึ้นในการตัดสินใจเลือก ส.ส.เขต เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญก็เลยต้องชัดเจน ทำมากันตลอดคือ ส.ส.เขตคำนวณกันไป จบแล้วก็จบไป ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประชาชนเวลาหย่อนบัตรแต่ละท่านเขาก็อยากให้เสียงเขาไปให้ ส.ส.จากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองนั้นๆ ดังนั้นการนำไปคำนวณเป็นสัดส่วนสัมพันธ์โดยตรง มันก็ชัดเจนถูกต้องหมดทุกประการ อันนี้อยู่ในวรรคแรกของมาตรา 91 วรรคหนึ่ง

แต่ในเมื่อไปเสนอ กลายเป็นว่าประชาชนเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคนั้น บัตรเลือกตั้งใบที่ 2 แล้วท่านกลับเอาคะแนนนั้นไปหารค่าเฉลี่ย 500 คือ ส.ส.ระบบแบ่งเขต 400 คน บวก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน แล้วมาหาดูว่า ส.ส.พึงมี แล้วใครได้เขตเยอะก็ไม่ได้บัญชีรายชื่อ ก็กลายเป็นว่าถ้าประชาชนเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อมา สมมติเขาให้คะแนนเสียง 1 ล้านเสียง ปรากฏว่าได้เขตเกินก็เลยไม่ได้บัญชีรายชื่อ มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ที่เขาจะหย่อนบัตรเลือกตั้งตรงไหน ดังนั้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่เป็นไร ไปพิสูจน์กันที่ศาลรัฐธรรมนูญก็แล้วกัน”

นายไพบูลย์ ยังระบุต่อไปว่า ประเด็นสำคัญคือร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 23 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 128 ไม่ใช่กรรมาธิการเสียงข้างมากพรรคการเมืองใดเป็นผู้เสนอ แต่เป็น กกต. เสนอ ซึ่ง กกต. เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่กำกับดูแลกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 ต้องตรวจสอบหลัง พ.ร.ป.ฉบับนี้ผ่านรัฐสภา ว่าถูกต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อ กกต. เป็นผู้เสนอ ก็ต้องคิดว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว โดยเสนอหารด้วย 100 ตามร่างที่ปรากฏเป็นร่างของ กกต. เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ครม. เห็นชอบ ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบอย่างดี แล้วส่งมาให้สภาฯ ทางพรรคการเมืองต่างๆ ก็เห็นด้วย ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคก้าวไกลด้วย

ต่อมาบรรยากาศในที่ประชุมหวิดวุ่นเมื่อ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงประธานในที่ประชุม ว่า “ฝากควบคุมเวลาผู้อภิปรายนิดนึงครับ รู้สึกว่าเกินเวลามา 3 นาทีครึ่งแล้วครับ ฝากวินิจฉัยด้วยครับ เพราะว่าผมฟังจนเบื่อแล้วครับ” ทางด้าน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ในฐานรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กล่าวว่าให้ นายไพบูลย์ สรุป เนื่องจากยังมีผู้อภิปรายอีกหลายคน

ทางด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงประธานต่อ โดยระบุว่า มาตรานี้เป็นมาตราสำคัญ เป็นที่ถกเถียงของสังคม คนแรกใช้เวลาประมาณ 20 นาทีซึ่ง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาในขณะนั้นวินิจฉัยว่าเมื่อเป็นเรื่องสำคัญก็ให้ตามความเหมาะสม และจะให้เวลาแต่ละคนสัดส่วนเท่าๆ กันตามที่ต้องการ ซึ่งขณะนี้เกินเวลาจริงแต่ยังอยู่ในเนื้อหา จึงขอรับฟังให้จบ และต้องมีมาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัย โดย นายไพบูลย์ บอกว่ายังชี้แจงไม่จบ นายพรเพชร จึงจะให้ชี้แจงให้จบ

ขณะที่ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตั้งคำถามว่าไม่มีรายชื่อของ นายไพบูลย์ เป็นผู้มีสิทธิ์อภิปราย แล้วประธานให้อภิปรายในฐานะอะไร โดย นายไพบูลย์ ตอบว่าในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งนายอัครเดช กล่าวต่อไปว่าต้องชี้แจงหลังผู้สงวนความเห็น นายพรเพชร จึงวินิจฉัยให้ นายไพบูลย์ จบ แต่กลับไม่จบง่ายๆ เมื่อ นายจุลพันธ์ ประท้วงขึ้นอีกว่ายังไม่มีการสรุปจบ และกรรมาธิการมีสิทธิ์ตอบตลอดเวลา ไม่ต้องเรียงลำดับ ไม่มีในข้อบังคับ โดยประธานในที่ประชุมบอกว่า วินิจฉัยถูกแล้วคือให้สรุป ก่อนจะเรียกเสียงหัวเราะขึ้นในรัฐสภา ก่อนจะชี้ไปทาง นายไพบูลย์ว่า “ท่านเป็นคนพูดเองว่าจะจบแล้ว” ซึ่งนายไพบูลย์นี้ ตอบกลับทันทีว่า “ไม่ใช่ครับ ขออภัย ผมไม่ได้พูดว่าจะจบเลย ท่านประธานพูดเอง ผมกำลังมองท่านประธานด้วยความงงๆ” ก็เรียกเสียงหัวเราะอีกครั้ง โดยประธานยังกล่าวต่อไปว่า “อย่าเถียงผมเลยครับ นิดๆ หน่อยๆ”

ในเวลาต่อมา พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นกล่าวว่า นายไพบูลย์ อภิปรายในเวลาของกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งเกินเวลาไปพอสมควร กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็มีสิทธิ์ใช้เวลาอภิปรายให้เท่ากัน นายพรเพชร จึงกล่าวตอบว่ายังไม่อนุญาต และขอให้ นายไพบูลย์ สรุป อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ ได้กล่าวสรุปว่า “แสดงว่าการอภิปรายผมได้ผลมาก ดังนั้นก็ขอสรุปว่าการแก้ไข พ.ร.ป.เลือกตั้งครั้งนี้ มาจาก กกต. และกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบนั้น ไปตาม กกต. ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคแรก ชัดเจน และรัฐธรรมนูญวรรคแรกนั้น เขียนวิธีการใช้อะไรหารเนี่ยมันก็จบอยู่แล้วอย่างที่ผมเรียนไป ส่วนวรรคสอง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขสมัครรับเลือกตั้งต่างๆ ลงคะแนนต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบ เรื่องอื่นเท่านั้นเป็นไปตามกฎหมายประกอบ แต่เรื่องคำนวณต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญวรรคหนึ่ง แล้วผมจะนำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญวรรคหนึ่งไปพิสูจน์กันที่ศาลรัฐธรรมนูญ”