ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ กสทช.ชี้ เลือกตั้งครั้งต่อไประวังเจอรัฐบาลเสียงข้างน้อยกับฝ่ายค้านเสียงข้างมาก แขวะ หรือต้องเรียกผู้นำรัฐบาลว่า “ผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร”
วันที่ 6 ก.ค. 65 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องการเมือง โดยระบุว่า
“มาวิเคราะห์การเมืองเชิงลึกกันและตำแหน่งที่น่าชวนคิด” ช่วงนี้อุณหภูมิการเมืองเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะใกล้จะถึงวันจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดว่าน่าจะระหว่างวันที่ 19-22 กรกฎาคมนี้
จากนั้นจะเป็นโค้งสุดท้ายของสภาผู้แทนราษฏรและเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งช้าสุดไม่เกินวันที่ 24 มีนาคม 2566 เพราะสภาผู้แทนฯครบ 4 ปี หรืออาจจะมีเกมพลิกยุบสภาฯ ก่อนก็เป็นไปได้
การเมืองช่วงนี้แบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน คือขั้วประชาธิปไตย กับขั้วอำนาจเก่า
เราลองมาวิเคราะห์กันดูว่าตามสถานการณ์แล้วขั้วไหนได้เปรียบ เสียเปรียบกัน
1) ขั้วประชาธิปไตย จากการประเมินในขณะนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะได้จำนวน ส.ส. กว่า 250 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน หมายถึงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร
2) ขั้วอำนาจเก่า ต้องการ ส.ส.แค่ 126 คน ก็สามารถตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะมี ส.ว.ตุนไว้แล้ว 250 คน
ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 6-9 เดือน ขั้วอำนาจเก่าจะสามารถทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้หรือไม่ หรือขั้วประชาธิปไตยจะทำคะแนนมากขึ้นๆ เรื่อยๆ จนทิ้งห่างออกไป
อะไรจะเกิดขึ้นกับการเมืองหลังจากนี้
1) จำนวน ส.ส.มีทั้งหมด 500 คน หากฝ่ายประชาธิปไตยได้ ส.ส.มากกว่า 250 คน ก็หมายถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นของขั้วประชาธิปไตย
และประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง
...
2) การเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของรัฐสภา ซึ่งหมายถึงสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน วุฒิสภาจำนวน 250 คน รวม 750 คน
ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 คน จากจำนวน ส.ว.250 คน รวมกับ ส.ส.ฝั่งกลุ่มอำนาจเก่า 126 คน ซึ่งคงไม่ยากนักที่กลุ่มอำนาจเก่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
หากเป็นเช่นนั้น การบริหารบ้านเมืองหลังจากนี้คงเดินหน้าต่อไปลำบาก เพราะการผ่านกฎหมายต่างๆ รวมทั้งกฎหมายงบประมาณ จะต้องผ่านเสียงข้างมากทีละสภาก่อน
เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กฎหมายที่รัฐบาลเสนอมาคงไม่ผ่านแน่ๆ
ที่น่าสนใจ คือ ตำแหน่งสำคัญในสภาผู้แทนราษฎรอีกตำแหน่งหนึ่งคือ “ผู้นำฝ่ายค้าน”
หากพรรคร่วมรัฐบาลมี ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร น้อยกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้าน เราจะเรียกตัวแทนของรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรว่า ผู้นำฝ่ายค้านอยู่ไหมครับ
เพราะปกติผู้นำฝ่ายค้านคือฝ่ายที่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
แต่เมื่อรัฐบาลเป็นฝ่ายที่มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แต่จัดตั้งรัฐบาลได้ (เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องรวมเสียงวุฒิสภามาด้วย)
สรุปแล้ว เราจะเรียกตำแหน่งนี้ว่าอย่างไรกันดี หรือจะเรียกว่า “ผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร”
ผมสงสัยจริงๆ.