“กมธ.กัญชาฯ สภาฯ เผย คุณสมบัติผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ มีสัญชาติไทย ไม่เคยติดคุกคดียาเสพติด ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ปัด เอื้อนายทุน
เมื่อเวลา 12.20 น. ที่รัฐสภา วันที่ 24 มิ.ย. 2565 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. .... สภาฯ กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ. มีความเป็นห่วงกรณีเด็กและเยาวชนที่อาจจะเข้าถึงกัญชา รวมถึงการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง กรณีที่มีผู้เสียชีวิตว่า มาจากสาเหตุกัญชา ซึ่งผลการตรวจเลือดกลับไม่พบสาร THC จึงขอให้สื่อมวลชนระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสารต่างๆ โดยต้องมีข้อเท็จจริงรองรับด้วย นอกจากนั้น ยังได้เชิญผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อมาให้ข้อมูลก่อนแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ เนื่องจากไทยอยู่ภายใต้อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. 1961 ว่าประเทศไทยจะมีวิธีการดูแลเรื่องปัญหายาเสพติดรวมถึงมาตรการปลดล็อกกัญชาอย่างไร โดยจะใช้รูปแบบในต่างประเทศในการดูแลประชาชนอย่างเหมาะสม
“ทั้งนี้ กมธ. ยังได้พิจารณาสาระสำคัญและเห็นพ้องด้วยกันในการบรรจุคุณสมบัติผู้ขออนุญาตในการทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา ไม่ว่าจะเป็นจำหน่ายผลิตนำเข้า ส่งออก ขาย โดยเบื้องต้นกำหนดว่า บุคคลธรรมดาทั่วไป ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย มีถิ่นที่อยู่อาศัยในประเทศไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุกคดีความผิดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยกเว้นมีบทเฉพาะกาลให้ไว้ เกี่ยวกับความผิดกัญชา กัญชง และกระท่อมในอดีต และยังเปิดช่องให้กับผู้เคยเสพยาเสพติด หรือกระทำความผิดได้ที่กลับมาเป็นพลเมืองดี หากพ้นโทษแล้ว 3 ปี สามารถมาประกอบธุรกิจกัญชาได้
ส่วนนิติบุคคลคล้ายกับบุคคลธรรมดาทั่วไป แต่ผู้แทนนิติบุคคลจะต้องเป็นคนไทย คือ มีสัญชาติไทย และกรรมการนิติบุคคลหรือผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ใน 3 จะต้องมีสัญชาติไทย และมีสำนักงานในประเทศไทย ส่วนกรณีวิสาหกิจชุมชนที่ไม่เป็นนิติบุคคลก็สามารถเป็นผู้ขออนุญาตได้เช่นกัน หรือกรณีของหน่วยงานรัฐก็ได้ การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าว เพื่อป้องกันการกีดกันการทำธุรกิจกัญชา ต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์ เข้าถึงง่าย ไม่ได้เอื้อต่อเครือข่ายธุรกิจนายทุน แต่เราทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม” นายปานเทพ กล่าว


