ผู้ว่าฯ กทม. ยัน ทำงานมา 1 เดือนไม่เหนื่อย บอกชาวบ้านเหนื่อยกว่าเราเยอะ ขอบคุณข้าราชการปรับตัวได้เร็ว บอก Social Media ถือเป็น Soft Power ไลฟ์สดไม่ใช่การจับผิดหน่วยงาน ชี้เป็นทางเลือกให้คนมาชม
วันที่ 22 มิ.ย. 2565 ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ รางน้ำ เขตราชเทวี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมงานเสวนา “สู่โอกาสใหม่ Stronger Thailand” โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Stronger Bangkok ; Stronger Thailand”
โดยนายชัชชาติ ได้ตอบคำถาม 1 เดือน หลังจากได้รับการเลือกตั้งว่า “ถ้าถามว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เหนื่อยหรือไม่ ต้องตอบเลยว่า ไม่เหนื่อย เพราะชาวบ้านเหนื่อยกว่าเราเยอะ เห็นเราทำงานหนัก ตื่นเช้า แต่ชาวบ้านตื่นก่อนเราและนอนหลังเรา มีคนที่งานหนักกว่าเราอีกเยอะเลย มีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะกินอะไร อนาคตเป็นอย่างไร จริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำไม่ได้หนักเกิน ยังมีคนที่หนักกว่าเรา ผมจะต้องทำเต็มที่เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน โดยเมื่อเช้าได้แวะไปบ่อนไก่มา เพราะยังเป็นห่วงอยู่ เนื่องจากเมื่อวานมีไฟไหม้ และมีชาวบ้านประมาณ 109 คน ที่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว บริเวณศูนย์สร้างสุขทุกวัยบ่อนไก่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีที่อยู่ในอนาคต นักเรียนอีกหลายคนที่ไม่มีชุดนักเรียนใส่เพราะไฟไหม้หมดแล้ว ยังใส่ชุดเก่าอยู่ ยังไม่ได้อาบน้ำเลย” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
...
นายชัชชาติ ยังกล่าวต่ออีกว่า กทม.ก็ต้องร่วมมืออย่างแข็งขันกับภาคเอกชนเพื่อจะร่วมสร้างเมืองนี้ในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้ว่าเราเดินสายพบเอกชนตลอด เพราะกทม.ฝ่ายเดียวไม่สามารถสร้างเมืองที่มีคุณภาพได้ จะต้องใช้ความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ด้วย นี่คือสิ่งสำคัญ กทม.ต้องประสานและอำนวยความสะดวกให้ทุกคนสามารถสร้างงานและสร้างเมืองที่มีคุณภาพได้ สิ่งที่น่าดีใจคือ ข้าราชการกทม.ปรับตัวได้เร็ว มีคนเก่งๆ เยอะ สามารถรับลูกต่อได้เร็ว ตั้งใจทำงาน และข้าราชการที่ดีมีเยอะมาก ผมเชื่อว่าทุกคนอยากจะช่วย อยากจะทำให้ประชาชนมีความสุข เราต้องเข้าไปคุยกับเขา ให้เกียรติเขา สำหรับการทำงานนั้น ทีมของเรามีคนรุ่นใหม่ ไม่มีกรอบ เลยคิดได้กว้างกว่า ก็ต้องขอบคุณทีมงานที่ทำให้เราเดินได้
ทั้งนี้จะเห็นได้จากการที่เรานำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) เข้ามาใช้ เพื่อลดการทำงานแบบระบบท่อ (Pipe Line) หรือระบบเส้นสาย เปลี่ยนมาเป็นระบบที่ประชาชนเห็น ผู้บริหารเห็น เขตเห็น หน่วยงานเห็น ทุกคนเห็นเท่ากัน เป็นการลดขั้นตอนการดำเนินการลง อีกทั้งสามารถดูได้ว่าใครรับเรื่องไป สั่งใครต่อ เรื่องไปติดอยู่ที่ใครหรือขั้นตอนใด เช่นเดียวกันกับนโยบาย 200 กว่าข้อที่อยู่บนแพลตฟอร์มของเรา ทุกหน่วยงานสามารถเห็นและดึงไปทำได้เลยโดยไม่ต้องรอให้สั่ง
“เรียกได้ว่าแพลตฟอร์มเป็นการปฏิวัติระบบราชการ เป็นการทลายไซโล (Silo) ซึ่งหมายถึงการทำงานแบบแยกส่วน เพราะสามารถทำให้หน่วยงานต่างๆ มาบูรณาการการทำงานร่วมกับเราได้ ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณมากขึ้น แต่กลับทำให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงนโยบายต่างๆ ในการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ทั้งที่เป็นการดำเนินการแบบระยะยาว (Long Term) เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังต่างๆ เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การปลูกต้นไม้ล้านต้น เพื่อลดมลพิษ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้เลย ยิ่งเร็วยิ่งดี ยิ่งทำเร็วเมืองก็ยิ่งน่าอยู่เร็วเท่านั้น แต่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายระยะสั้น (Short Term) ด้วย เช่น ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดระเบียบสายสื่อสารบนดินโดยนำสายที่ไม่ใช้แล้วออก ซึ่งไม่ต้องใช้เวลานาน สามารถทำได้ทันที เป็นต้น
นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า Social Media มีพลังในการสื่อสาร ถือเป็น Soft Power ที่ใช้สำหรับสื่อสารนโยบาย เป็นการสื่อสารโดยตรงถึงประชาชน ซึ่งการไลฟ์ไม่ใช่การจับผิดหน่วยงาน แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการทำงานมากขึ้น สิ่งสำคัญคือหน่วยงานต้องมีความรู้ ความเข้าใจในปัญหานั้นๆ ถ้าไม่เข้าใจจะสื่อสารออกมาให้คนเข้าใจไม่ได้ ดังนั้นต้องหาข้อมูล ต้องศึกษาให้ดี และสื่อสารให้คนได้เข้าใจด้วย
“ประชาชนสนใจว่าเงินภาษีของตนถูกนำไปทำอะไร การไลฟ์ทำให้เขาได้เห็นการทำงาน โดยการไลฟ์นั้นเป็นทางเลือกให้ผู้ชม ไม่ใช่การบังคับให้คนเข้ามาชม อย่างเมื่อวันก่อนผมได้พบเด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง เธอบอกว่า ‘หนูเป็นโรคซึมเศร้า หนูดูไลฟ์อาจารย์แล้วมีพลังใช้ชีวิต’ แม้เป็นเพียงแค่คนเดียว แต่ก็ทำให้มีกำลังใจในการไลฟ์ต่อไป” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังกล่าวว่า ถ้าถามว่าเมืองแห่งอนาคตแข่งกันที่อะไร มันแข่งกันว่า เมืองไหนดึงคนเก่งได้มากกว่า เพราะคนเก่งคือคนที่สร้างงานสร้างธุรกิจต่างๆ และคนเก่งมีสิทธิเลือกว่าอยากจะใช้ชีวิตที่ไหน การจะดึงคนให้อยู่ได้ ในส่วนของกทม.จะต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพชีวิต อากาศดี ไม่มีขยะ ไม่มีน้ำเสีย เดินทางสะดวก ฯลฯ แต่หากมองในแง่ของประเทศ ก็อาจจะต้องเป็นเมืองที่มีความยุติธรรม กฎหมายตอบสนองเร็ว โปร่งใส ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ผมว่ากรุงเทพฯ เหมือนเพชร เราไม่แพ้เมืองไหนในโลก เพียงแต่เราเป็นเพชรที่ต้องการการเจียระไนจากทุกฝ่ายเท่านั้นเอง.