"รมว.ยุติธรรม" หารือ "ทูตฝรั่งเศส" ร่วมมือป้องกันฟอกเงิน-ดันสมรสเท่าเทียม "สมศักดิ์" แจงกฎหมายยาเสพติดใหม่-ช่วยปิดทางฟอกเงิน หลังยึดทรัพย์เครือข่ายยาแล้ว 8 พันล้านบาท ชี้ กฎหมายคู่ชีวิตมีความจำเป็นพื้นฐาน เหมือนสมรสเท่าเทียม เหตุลงรายละเอียดมากไม่ได้ เพราะเวลาสภาเหลือน้อย หวั่นผ่านไม่ทัน ตอบปมยกเลิกโทษประหาร โชว์มีกฎหมายป้องกันทำผิดซ้ำ อุดช่องเกิดคดีร้ายแรง มั่นใจการพูดถึงเรื่องประหารชีวิตจะไม่มี

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 65 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้การต้อนรับ นายตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ ที่กระทรวงยุติธรรม

โดย นายตีแยรี กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงอยากมาหารือถึงข้อราชการต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการฟอกเงิน เพราะฝรั่งเศสเห็นว่าการฟอกเงินจะเป็นปัญหาหนึ่งที่ไทยต้องพบเจอ ดังนั้นความร่วมมือที่ฝรั่งเศส จะทำได้ คือ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ด้วยการจัดสัมมนาอบรม ซึ่งจะมีการเชิญตัวแทนไทยเข้าร่วมด้วย เนื่องจากในไทยมีคนฝรั่งเศสอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยก็มีทั้งดีและเกี่ยวข้องกับผู้ร้ายด้วย ดังนั้นฝรั่งเศสจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ขณะนี้ทางสถานทูตฯ ยังได้มีการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตฯ ในด้านศาลและยุติธรรม เพื่อติดตามตัวบทกฎหมายและอนุสัญญาต่างๆ ให้มีความทันสมัย ซึ่งจะไม่ได้ดูแค่ไทย แต่จะดูในประเทศญี่ปุ่น จีน และเวียดนาม

...

นายตีแยรี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการสมรสเท่าเทียมเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ฝรั่งเศสมีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้กฎหมายนี้กว่า 10 ปีแล้ว จึงอยากให้คำแนะนำกระทรวงยุติธรรมที่เป็นผู้เสนอ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต เพราะในฝรั่งเศสการสมรสเท่าเทียมสำหรับทุกเพศนั้นเป็นที่ยอมรับในยุโรป โดยได้มีการต่อสู้เรื่องศาสนาจนมีกฎหมายนี้มาได้ ซึ่งจากที่ดูไอเดียของกระทรวงยุติธรรมยอมรับเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมาก แต่จากนี้ไทยต้องให้ความรู้เกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศให้กับคนที่ยังไม่เข้าใจ เพื่อที่จะได้ผลักดันเรื่องเท่าเทียมทางเพศให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด

ขณะที่ นายสมศักดิ์ กล่าวขอบคุณฝรั่งเศสที่มาแบ่งปันเกี่ยวกับความก้าวหน้าของโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะกฎหมายที่ทันสมัย ซึ่งไทยเองก็มีการปรับแก้กฎหมายให้ทันสมัย อย่างการแก้ปัญหายาเสพติด ได้มีการยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปถึง 24 ฉบับ เพื่อเขียนขึ้นมาใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การยึดทรัพย์ ตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงตัดวงจรการฟอกเงิน ตามที่ฝรั่งเศสมีความห่วงใยในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งหลังมีการใช้กฎหมายยาเสพติดใหม่เพียงครึ่งปี เราสามารถยึดทรัพย์ได้แล้วกว่า 8,400 ล้านบาท ต่างกับเมื่อก่อนที่ยึดได้เพียงไม่เกินปีละ 600 ล้านบาท ดังนั้นถ้ามีการฟอกเงินเราก็จะมีการติดตามยึดทรัพย์อย่างเข้มข้น ส่วนอาชญากรรมข้ามชาติที่ฝรั่งเศสติดตามอยู่ เราก็พร้อมร่วมมือในการสืบสวนแต่เรายังขาดข้อมูลว่า เขาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรืออาชญากรรมด้านใด โดยเชื่อมั่นว่าถ้ามีข้อมูลเราจะสามารถดำเนินการได้

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องกฎหมายคู่ชีวิตขณะนี้ ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และจะส่งไปยังสภาฯ เพื่อให้พิจารณา ซึ่งเป็นความหวังของผู้หลากหลายทางเพศ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นพื้นฐานเหมือนสมรสเท่าเทียมเกือบหมด แต่ยังมีบางอย่างที่เรายังไม่สามารถทำได้ เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ที่เรากำลังดำเนินการไปพร้อมกัน ส่วนคำถามว่าทำไมไม่ทำกฎหมายนี้ให้สุดนั้น นอกจากเป็นเรื่องใหม่แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเวลาสภาที่เหลือน้อยแล้ว อาจไม่เพียงพอหากต้องลงรายละเอียดมาก ซึ่งอาจจะผ่านยาก จึงมีการผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต เป็นหลักในการนำเข้าสภาฯ

"ส่วนที่ถามถึงแนวคิดการนำผู้ต้องขังทำความสะอาดท่อระบายน้ำ เพราะผมเล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์กับหลายฝ่าย เนื่องจากในท่อระบายน้ำมีขยะอุดตันทางน้ำ จนทำให้น้ำท่วมขัง กทม. ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยเรื่องระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังได้ให้โอกาสผู้ต้องขังได้ทำงานบริการสังคม โดยหลังจากผู้ว่าฯ กทม.ตอบรับ กรมราชทัณฑ์ได้ก็มีการคัดเลือกผู้ต้องขังที่สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมากได้ 1,000 คน ซึ่งการออกมาของผู้ต้องขัง นอกจากจะได้ค่าจ้างแล้วยังได้รับสิทธิลดวันรับโทษด้วย รวมถึงยังเป็นการช่วยผ่อนคลายที่ได้ออกมาข้างนอกเรือนจำ โดยนอกจากงานลอกท่อเราก็ยังมีการฝึกอาชีพอีกหลายอย่าง ตามโครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ที่ช่วยสร้างงานและเตรียมพร้อมก่อนจะพ้นโทษด้วย" รมว.ยุติธรรม กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีความเห็นเรื่องการยกเลิกโทษประหาร ตามที่ทูตฯ ฝรั่งเศส ได้สอบถามมานั้น ขอเรียนชี้แจงว่า ตั้งแต่ตนเป็นรัฐมนตรีมา 3 ปี ยังไม่เคยมีการประหารชีวิตเลย แต่การยกเลิกถ้าเราไม่มีเครื่องมือป้องกัน ประชาชนถามเราจะตอบไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลก็เลยร่างกฎหมายป้องกันสังคมถูกทำร้าย ชื่อว่า พ.ร.บ.ป้องกันกระทำผิดซ้ำในเรื่องเพศและความรุนแรง เพื่อเฝ้าระวังคนที่เป็นผู้ต้องขังคดีร้ายแรงที่ออกจากเรือนจำ ด้วยการเฝ้าระวังเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งเราจะขึ้นทะเบียนคนที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อเขาทำผิดก็จะถูกควบคุมแทนการเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการทำผิดซ้ำ ซึ่งจะไม่เกิดคดีร้ายแรง และการพูดถึงเรื่องประหารชีวิตก็จะไม่มี.