เผลอแป๊บเดียว ปฏิทินย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน ครึ่งปีแรกเข้าไปแล้ว นับตามเทอม 4 ปี ก็เหลือเวลาอีกแค่ 10 เดือน รัฐบาลภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็จะครบวาระในเดือนมีนาคม ต้นปีหน้า 2566

2 สมัย 8 ปี จากผู้นำรัฐประหารสู่ผู้นำจากการเลือกตั้ง

และก็นับเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลรวมไปถึงสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ที่จะได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ก่อนหมดเทอมรัฐบาลและสภาฯ

จังหวะทิ้งทวนก่อนลงสนามเลือกตั้งใหญ่

ในทางการเมืองจึงถือได้ว่าเป็นช็อตสำคัญ ทั้งในมุมของรัฐบาลในฐานะผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ และฝ่ายค้าน โดยสถานะของผู้ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

เดิมพันอยู่ที่การชิงกระแสความชอบธรรมในสายตาของผู้คนในสังคม โดยความสมเหตุสมผล ชาวบ้านจะคล้อยตามฝั่งไหนมากกว่ากัน

นั่นยังหมายรวมถึงเสียงจากนอกสภา มุมของพรรคใหม่ป้ายแดง

...

แบบที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย นำทีมวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2566 กันอย่างมีระบบแบบแผนของทีมเทคโนแครต ติงเป็นการจัดงบฯได้ไม่ตรงกับเงื่อนไขสถานการณ์ในการเร่งฟื้นเศรษฐกิจจากมหาวิกฤติโควิด

ส่อไปทางเอื้อให้ฝ่ายการเมืองทิ้งทวน โกยเสบียงเลือกตั้งมากกว่า

ตามเงื่อนเวลาประกอบสถานการณ์ มันก็เข้าเค้าตามเสียงนอกสภาท้วงติง

แต่อีกมุมหนึ่ง โดยธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ งบประมาณก็เหมือนแท่งไอติมกับ ส.ส.ที่ไม่ต่างจากเด็กๆที่ยื้อแย่งกันลิ้มลองรสชาติอันหอมหวาน

ฝ่ายรัฐบาลอยู่ใกล้แค่เอื้อม ฝ่ายค้านมองตาปริบๆอยู่ไกลๆ

นั่นยังไม่นับ ส.ส.งูเห่า ที่ตัวอยู่ฝ่ายค้าน แต่ใจอยู่กับฝ่ายรัฐบาล พร้อมร่วมโหวตให้ผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ เพื่อโอกาสในการรับค่ามัดจำย้ายพรรคล่วงหน้า

และมันยังมีห้วงจังหวะที่เปิดให้รุมทึ้ง ฮั้ว ซูเอี๋ย แบ่งกัน

นั่นคือขั้นตอนของการตั้งคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ “เกลี่ยเค้ก” ที่แบ่งกันตามสัดส่วน ส.ส.พรรคเสียงมากได้มาก พรรคเสียงน้อยได้น้อย พรรคเสียงเดียวอันเดียวก็ต้องรวมตัวกัน วิ่งเต้นไปเบียดแย่งโควตา

สรุป ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็มุ่งหวังที่จะเบียดแทรกเข้าไปในกระบวนการงบประมาณแผ่นดิน เพื่อโอกาสในการแปรงบฯลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

หรือแม้กระทั่งหวังฟาดหัวคิวจากการประมูลโครงการของรัฐ

ตามวิถีปกติของนักการเมือง พฤติกรรมโดยธรรมชาติ ก็ไม่น่าแปลกใจที่หลังเวทีอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ 2566 เสร็จสิ้น ทุกอย่างก็แบ่งสรรปันส่วนกันลงตัว

โหวตผ่านรับหลักการวาระแรกไปแบบชิลๆ 278 ต่อ 194 เสียง

เป็นที่พออกพอใจด้วยกันทุกฝ่าย โดยเฉพาะพวกที่ได้นั่งแท่นเป็นกรรมาธิการงบประมาณฯ

ไอ้ที่ด่ากันลั่นสภามา 3 วัน 3 คืน หรือฝ่ายค้านที่ ประกาศโหวตคว่ำ พ.ร.บ.งบประมาณฯล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันอภิปราย รุมด่าประจานถึงความไม่โปร่งใส ทั้งขุดทั้งแฉเรื่องไม่ชอบมาพากล

สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่นอกจากหน่อไม้

ไม่ต้องพูดเรื่องของอุดมการณ์ลมๆแล้งๆ ของจริงมันอยู่ที่การต่อรองผลประโยชน์ล้วนๆ

แบบที่เห็นเป็นข่าว “ตัวแปร” สำคัญที่ตกเป็นเป้าโฟกัสก็คือพรรคเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับกลุ่ม ส.ส.พรรคเล็ก 16 เสียง

ด้วยสถานะครึ่งบกครึ่งน้ำ ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาลและก็ไม่ได้อยู่กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เคลื่อนไหวกันเพ่นพ่าน เดี๋ยวนัดกินข้าว เดี๋ยวนัดดวดไวน์ ลีลาแบบที่อ่านไต๋กันตื้นๆ ดักทางได้ง่ายๆ เบ่งกล้าม พองลม ต่อรอง เรียกร้องตำแหน่ง แลกกับเสียงโหวตที่สวิงไปสวิงมาตามปริมาณกล้วย

เวทีงบประมาณจบไปแบบฮั้วๆ สมประโยชน์กันทุกฝ่าย

ด่านแรกรัฐบาลจึงเอาตัวรอดไปได้ โดยที่เป้าใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์ พอได้เลือดซิบๆ

และดูจะเสียอาการเองซะมากกว่า จากน้ำเสียงหงุดหงิด อารมณ์ที่พลุ่งพล่านในการเปิดหน้าซัดกลับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการขุดผีโครงการจำนำข้าวมาโซ้ยกลับพรรคเพื่อไทย

ปักหลักแลกหมัด หลงเหลี่ยมเกมยั่วให้ฟัดกันต่อหน้าคนดูทางบ้าน

ขยายภาพ สะท้อนภาวะภายในจิตใจของท่านผู้นำที่เหมือนต้องแบกรับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งมุมการบริหารเศรษฐกิจ และมุมทางการเมือง

ตามสภาพนายกฯที่ไม่สามารถกุมเสียงข้างมากไว้ในกำมือ

หวั่นไหวกับเสียงสนับสนุนในสภาฯที่ต้องไล่เช็กกันชั่วโมงต่อชั่วโมง

“บิ๊กตู่” ต้องเสี่ยง ต้องลุ้นกับเกม “ซ่อนแต้ม”

และนั่นก็ง่ายมาก สำหรับการเปิดจังหวะให้ลุ้นสถานการณ์ “คว่ำตายหงายเป็น”

ประเมินกันตามยุทธศาสตร์ พรรคร่วมฝ่ายค้านน่าจะยกยอดไปเช็กบิลกันในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่สัญญาณจากแดนไกล กระตุกพรรคเพื่อไทยเร่งเกมเผด็จศึก

ซ้ำดาบสอง “ตอกฝาโลง”

ลัดคิวยื่นญัตติเชือดกันในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ล็อกโปรแกรมถล่มกันกลางเดือนกรกฎาคม

เร่งตีเหล็กกำลังร้อน ไล่ต้อนมวยกำลังเป๋ โคตรเซียนเชี่ยวเกมเล่นกระแสอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่พลาดโอกาสฉวยปรากฏการณ์ “ชัชชาติแลนด์สไลด์” ในศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เหมาเคลมเป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย

เชิดฉิ่งโหมโรง ยี่ห้อ “ทักษิณ” กวาด ส.ส.แบบเหมาทั้งแผ่นดินในการเลือกตั้งรอบหน้า

ในจังหวะล้อกันไปกับการที่ ร.อ.ธรรมนัส ก็แสดงตัวแสดงตนชัด ในการร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยข้อความสื่อนัย “ครอบครัวเดียวกัน”

เลือกฝั่งเลือกข้างกันชัดแจ้งแดงแจ๋

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่ชัดเจน แบบที่วางเดิมพันกัน 100 เอา 1 ยังแทบไม่มีคนกล้ารอง “ผู้กองนัส” ต้องฉวยจังหวะในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้

ถอนแค้น เอาคืนคู่อาฆาต

โอกาสทองในการโค่นเก้าอี้ พล.อ.ประยุทธ์ เอาคืนจากที่โดนอีกฝ่ายปลดจากเก้าอี้รัฐมนตรีแบบฟ้าผ่า

ถ้าไม่ใช้จังหวะนี้ “ผู้กองนัส” ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำได้แค่ปีละ 1 ครั้ง นั่นก็หมายความว่า ศึกเชือดรัฐบาลรอบนี้ก็เป็นครั้งสุดท้าย ตามเทอมรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร

ยุทธการถอนแค้น เกิดขึ้นแน่นอน

ด้วยเหตุผลที่เนียนไปกับสถานการณ์ แบบที่เจ้าตัว ร.อ.ธรรมนัสประกาศชัด ตอนนี้ประชาชนคนไทยกำลังประสบความยากลำบากปากท้อง จากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ

ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้ประเทศชาติดีขึ้น

เล่นเกมนี้ มีคนมอง “ผู้กองนัส” เป็นพระเอกเยอะเลยก็แล้วกัน

และไม่ใช่แค่ พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวเท่านั้นที่ส่อถูก “ล่อเป้า” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสี่ยงกับเกมซ่อนแต้ม ทำให้ตัวเลขไว้วางใจน้อยสุด

ตบหน้า กระตุกความชอบธรรมของสถานะผู้นำ

มันยังมีรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายโดนจับขึงพืดประจานอีกหลายคน

เตรียมตัวทำการบ้านล่วงหน้าได้ ไล่ตั้งแต่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและ รมว.พลังงาน “เป้ายุทธศาสตร์” ที่ต้องโดนถล่มปมปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิงราคาทะลัก คนไทยกระอัก ใช้น้ำมันเบนซินลิตรละกว่า 50 บาท ดีเซลทะลุเกิน 30 บาท

แถมด้วยการเผลอเรอปล่อยให้ “แก๊งทุจริตปาล์มอินโดฯ” ชักหัวคิว “บีร้อย ทอนสลึง”

และที่ชัวร์ยิ่งกว่าไฮโลเปิดถ้วยแทง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่โดนล็อกเป้าตามกลิ่นตุๆในการประมูลโครงการท่อส่งน้ำอีอีซีมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้าน ง้างอ้อยจากปากช้าง

อีกคนที่หนีไม่พ้นโดน “ปูนหมายหัว” ก็คือ “เสี่ยโอ๋” นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส สายตรงทีม “เสธ.ตึกไทยฯ” ที่มีคดีหมั่นไส้เป็นการส่วนตัวกับ “ผู้กองนัส” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงขั้นขู่กันซึ่งหน้า

อย่าปากดี ระวังตกเก้าอี้ไม่รู้ตัว

กลัวหรือไม่ อารมณ์นี้นายชัยวุฒิคงต้องรีบกลับไปปัดกวาดบ้าน โดยเฉพาะกระทรวงดีอีเอสกำลังมีเรื่องกระฉ่อน ส่อละเมิดศีลธรรม ทำลายหลักธรรมาภิบาล แบบที่แม่บ้าน รปภ. ต่างโจษจัน รู้กันไปทั่วในหมู่ข้าราชการ บิ๊กๆในกระทรวงมีคู่หูวิ่งโครงการชักหัวคิว ทีมบอร์ดบริหารมีกิ๊กวิ่งงานกันเพ่นพ่าน

จริงเท็จแค่ไหน แต่ขนาด รปภ. แม่บ้าน ยังรู้ โจษกันให้แซด

ป่านนี้ข้อมูลไปอยู่ในแฟ้มฝ่ายค้านเป็นลังๆแล้ว.

“ทีมการเมือง”