“สุรชาติ” อัดงบประมาณ 2566 ทำแบบเดิมๆ แนะแนวทางบริหารงานในสภาวะวิกฤติ ชี้ “พล.อ.ประยุทธ์” มองคนอื่นเป็นศัตรู ไม่ฟังประชาชน หากเลือกจะอยู่ต่อต้องปรับทัศนคติ
เมื่อเวลา 16.55 น. วันที่ 2 มิ.ย. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วาระแรก หรือขั้นรับหลักการ โดย นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ขานชื่อผู้อภิปรายรายต่อไป คือ นายสุรชาติ เทียนทอง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายถึงสัญญาณวิกฤติประเทศ คือ หนี้สาธารณะคงค้างกว่า 10 ล้านล้านบาท, หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงสุดในรอบ 18 ปี, การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการหลายปีติดต่อกัน ซึ่งประเทศเรากำลังเผชิญวิกฤติอย่างร้ายแรง แต่ถ้าใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รักษาทรัพยากรที่มีค่าที่สุดไว้ และมีผู้นำที่ดี จะสามารถบริหารงานในสภาวะวิกฤติได้ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีการปรับเปลี่ยน ใช้วิสัยทัศน์เดิมๆ จัดทำงบประมาณแบบเดิม
...
งบกระทรวงศึกษาธิการ ถูกปรับลด งบกระทรวงกลาโหม ลดลงจากปี 2565 เพียง 2% ไม่ปฏิเสธว่าความมั่นคงมีความสำคัญ แต่ภาวะเช่นนี้ไม่สมเหตุสมผล เป็นงบที่ฟุ่มเฟือย สุร่ยสุร่าย ตรวจสอบไม่ได้ พร้อมเปรียบเทียบงบค่าอาหาร ส.ส. 861 บาทต่อวัน ที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประชาชน และค่าอาหารกลางวันเด็กมาก ต้องพึงสังวรณ์และละอายใจเพราะเป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน พร้อมย้ำว่าประชาชนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ ถ้าประชาชนไม่รอดประเทศก็ไม่รอด ในช่วงวิกฤติการตัดสินใจของผู้นำสำคัญมาก นายกรัฐมนตรีมีทัศนคติมองเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ไม่รับฟังประชาชน
“รัฐบาลใดก็แล้วแต่ถามหาสำนึกจากประชน ในขณะที่รัฐบาลนั้นยังไม่สามารถทำให้พวกเขาได้มีโอกาสที่จะรักษาชีวิตและปากท้องของเขาไว้ได้ รัฐบาลและผู้นำคนนั้น ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ”
พร้อมกันนี้ นายสุรชาติ กล่าวทิ้งท้ายฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า มีทางเลือก 2 ทาง คือ ยุบสภา แล้วให้ประชาชนตัดสินใจ แต่ถ้าเลือกจะอยู่ต่อ ขอให้ปรับทัศนคติในการบริการและการสื่อสารกับประชาชน พร้อมระบุว่าไม่ขอรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2566 ก่อนจบการอภิปรายในเวลา 17.10 น.