"รังสิมันต์ โรม" วอน "ประธานสภา" รอดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มก่อน ปมศาลรัฐธรรมนูญเปิดช่องเลื่อนปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย แทน ส.ส. แปรพักตร์ ชี้ ขัดรัฐธรรมนูญ อาจส่งเสริมการเมืองงูเห่า

วันที่ 2 มิถุนายน 2565 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีที่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายสำลี รักสุทธี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ที่ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยภายหลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. นับแต่วันเลือกตั้งคือวันที่ 24 มีนาคม 2562 เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) พร้อมทั้งระบุในตอนท้ายว่า

"เมื่อสมาชิกภาพของ ส.ส. คนดังกล่าวสิ้นสุดลง ทำให้มีตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อว่างลง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 7 วันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง จึงให้ถือว่าวันที่ตำแหน่ง ส.ส. ว่างลง คือ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟัง โดยชอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลมีผลในวันอ่าน คือ วันที่ 1 มิถุนายน 2565"

...

โดยนายรังสิมันต์ ได้แถลงความเห็นของพรรคก้าวไกล ต่อคำวินิจฉัยและถ้อยคำที่ระบุดังกล่าว ว่า แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจด้วยตัวเองในการประกาศเลื่อนผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่าง รวมถึงมิได้ระบุว่า "พรรคการเมืองนั้น" ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างถึงนั้นหมายถึงพรรคการเมืองใด แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุถ้อยคำดังกล่าวนี้ เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังระบุข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญเพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการประกาศเลื่อนผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างต่อไป

ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2563 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ที่วินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. ของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมากเห็นว่าได้มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่จึงไม่มีรายชื่อสมาชิกในลำดับถัดไปที่จะเลื่อนขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง เป็นกรณีมีเหตุทำให้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่" ซึ่งเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าไม่สามารถเลื่อนผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างได้ และให้มีจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อทั้งหมดเหลือเท่าที่มีอยู่ในสภา

แต่ในขณะที่ในคำวินิจฉัยกรณีของนายสำลี ที่ไม่มีการระบุถึงกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่เลยนั้น ย่อมตีความได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าให้มีการเลื่อนผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนนายสำลี ที่สังกัดอยู่ล่าสุด นั่นคือพรรคภูมิใจไทย

"ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกลจึงเห็นว่าการระบุถ้อยคำดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยกรณีของคุณสำลีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 91 ที่กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง" นายรังสิมันต์กล่าว

นอกจากจะเป็นการขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแล้ว การระบุถ้อยคำดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญยอมรับให้คะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 ที่มีจำนวนทั้งหมดถึง 6,330,617 คะแนน สามารถถูกถ่ายโอนไปเป็นของพรรคภูมิใจไทยได้ มากไปกว่านั้นยังจะส่งผลเป็นการส่งเสริมให้การย้ายพรรคการเมืองของส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือก ส.ส. และพรรคการเมืองที่เป็นต้นสังกัด กลายเป็นค่านิยมที่ยอมรับให้กระทำกันได้ ผลที่ตามมาคือปรากฏการณ์ "งูเห่า" จะลุกลามและแพร่หลายขึ้น

"ด้วยเหตุนี้ ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องรับผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป เนื่องจากกรณีการสิ้นสุดสมาชิกภาพของคุณสำลี รักสุทธี นั้นยังเป็นที่โต้แย้งถึงอำนาจหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะเข้ากรณีของการมีตำแหน่งว่างของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่ทำให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลื่อนผู้มีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) หรือไม่ พรรคก้าวไกลจึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรโปรดรอการเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาเรื่องอำนาจตามมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) ในภายหลัง พรรคก้าวไกลขอยืนยันว่านี่ไม่ใช่การฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากแต่ท่านมีอำนาจในการพิจารณาแยกแยะส่วนที่อาจมีปัญหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญออกจากส่วนอื่นๆ ในคำวินิจฉัยนั้นได้" นายรังสิมันต์กล่าว.