รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ปัดเพิกเฉยด้านสิ่งแวดล้อม ยันเรื่องดันความเป็นกลางทางคาร์บอนเริ่มทำแล้ว ระบุหลังรับตำแหน่งป่าชายเลนเพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนไร่ กรองโครงการกำแพงกันคลื่นไปกว่า 90%
เมื่อเวลา 23.08 น. วันที่ 1 มิ.ย. 2565 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) วงเงิน 3.18 ล้านล้านบาท โดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวชี้แจงฝ่ายค้าน ถึงเรื่องปัญหาฝุ่น ขยะ และน้ำเสีย และการปลดปล่อยคาร์บอน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในเวที COP26 ว่าไทยจะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และ Net Zero ghg ในปี 2065 จะต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างด้วยกัน คือ จะต้องได้รับเม็ดเงินสนับสนุน หรือ Green funding จากประเทศพาร์ทเนอร์ และต้องมีถ่ายทอดด้านเทคโนโลยีล้ำหน้า เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้องส่งบุคลากรไปช่วยเสริมสร้างศักยภาพคนไทยด้วยคือการสร้าง capacity building (การเสริมสร้างขีดความสามารถ)
โดยนายวราวุธชี้แจงว่า เบื้องต้นไทม์ไลน์ประเทศไทยจะไม่ใช่อยู่ในปี 2050 และ 2065 และจะไกลกว่านั้นพอสมควร แต่อยู่ก่อนปี 2100 ซึ่งทางนานาอารยประเทศได้มาขอให้ตนเองเร่งไทม์ไลน์ได้หรือไม่ โดยล่าสุดมีพาร์ทเนอร์ 2-3 ประเทศได้สนับสนุนทั้ง 3 หัวข้อดังกล่าวเข้ามาแล้ว เพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และ Net Zero ghg
...
ส่วนเรื่องการปลูกต้นไม้ ตนเองได้ติดตามตลอดเวลาหลังจากได้รับตำแหน่ง โดยเฉพาะเรื่องป่าชายเลน โดยระยะเวลาที่ผ่านมา มีป่าเพิ่มกว่า 2 แสนไร่ จาก 1.5 ล้านไร่ก็เพิ่มเป็น 1.7 ล้านไร่ และมีขีดความสามารถดูดซับคาร์บอนมากกว่าป่าบนบก ขณะที่ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะมาเป็นรัฐมนตรี แต่ตอนที่รับตำแหน่ง ได้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญขึ้นมา เพื่อกรองโครงการกำแพงกันคลื่นตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาว่าโครงการใดควรและไม่ควรสร้าง มีการยึดยั้งไปกว่า 90% ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นที่ฝ่ายค้านเสนอมา เป็นเรื่องที่เกิดมาก่อน และขณะนี้ได้พยายามแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว