"นายกฯ" โชว์ผลงาน 7 ปี ในงาน Better Thailand Open Dialogue ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม พร้อมยกทีม ครม. ชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาประเทศ ด้านทีมเศรษฐกิจยันประเทศก้าวสู่การฟื้นตัว พร้อมเดินหน้านโยบายการเงิน-การคลัง เติบโตช้าแต่มั่นคง ด้วยบทเรียนการระบาดโควิด-19
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 65 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเชิงสร้างสรรค์ของคนไทย "Better Thailand Open Dialogue ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม" พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาประเทศให้ดีกว่าเดิม และนำไปสู่การผลักดันให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยสำหรับโลกหลังโควิด-19
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลงานรัฐบาลที่ได้มุ่งมั่นแก้ปัญหาประเทศในแต่ละช่วงเวลา และปูพื้นฐานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณูปโภค รวมทั้งการเตรียมพร้อมเทคโนโลยีพื้นฐานด้านดิจิตอล การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในวิกฤติโควิด-19 มีข้อดีต่อประเทศไทย คือ ทั่วโลกยอมรับความสามารถของประเทศไทยในการดูแลแก้ไขปัญหาสาธารณสุขด้วยระบบ อสม. และศักยภาพทางการแพทย์ ที่จะแสดงให้เห็นชัดว่าไทยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสาธารณสุขของโลก
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวว่า การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น วิกฤติพลังงาน สินค้าขาดแคลน ความยากจน เพื่อให้ประชาชนอยู่รอดอย่างพอเพียง รัฐบาลจึงได้เข้ามาดูแลประชาชน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้วยมาตรการต่างๆ อาทิ การช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้ม การช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ล่าสุดรัฐบาลก็ได้เสนอแก้ไขกฎหมายประกันสังคมให้สามารถเลือกใช้เงินสะสมของแรงงานได้ก่อนเวลา รัฐบาลตระหนักว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้มีความไม่แน่นอน และอาจยืดเยื้อ โดยรัฐบาลจะติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และพร้อมที่จะปรับปรุงแนวทางการช่วยเหลือให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและประชาชนในระยะต่อไป
"เรื่องสำคัญอีกเรื่อง ผมได้ประกาศให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้ครัวเรือน ครอบคลุมลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตลอดจนลูกหนี้เช่าซื้อ ลูกหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและข้าราชการ และหนี้ผู้ประกอบการ จะได้รับการผ่อนปรนลดภาระดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งที่รัฐบาลกำลังเริ่มทำอยู่ในตอนนี้ คือ การแก้ปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าแต่ละครัวเรือน หรือการตัดเสื้อให้พอดีตัว ซึ่งจะมีการตั้งทีมพี่เลี้ยงเข้าไปดูแลแก้ไขในแต่ละหมู่บ้านเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่มีสภาพปัญหาต่างกัน โดยดูแลใน 5 มิติ ได้แก่ มิติสุขภาพ มิติความเป็นอยู่ มิติการศึกษา มิติด้านรายได้ และมิติการเข้าถึงบริการภาครัฐในกลุ่มเปราะบาง-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ-ผู้ป่วยติดเตียง เพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ แบบพุ่งเป้ารายครอบครัว โดยการแก้ปัญหาความยากจนนั้น เมื่อเราสร้างกลไกการทำงาน กลไกความร่วมมือในทุกระดับได้แล้ว ทุกอย่างก็จะทยอยดีขึ้น ไม่ใช่ว่าคนจนจะหมดไปในปีนี้ หรือในทันทีได้ มันต้องอาศัยเวลาและความร่วมมือด้วยกัน" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ในส่วนของประเด็นเสวนาที่สำคัญ "มองเศรษฐกิจโลก สะท้อนเศรษฐกิจไทย" ทีมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาชี้แจงการทำงานของรัฐบาล นำทีมโดย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยแลกเปลี่ยนมุมมองความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจหลังโควิด เพื่อร่วมหาแนวทางการแก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระยะสั้นไปจนถึงเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ในระยะยาว
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้งบประมาณเพื่อพยุงค่าครองชีพและรายได้ของประชาชนที่อยู่ในวิกฤติโควิด-19 ได้กู้เงิน 1 ล้านบ้านบาทเพื่อเยียวยาประชาชน ได้ใช้เงินฟื้นฟูไป 7 แสนล้านบาท ในการช่วยเหลือประชาชน 40 ล้านคนทั้งเรื่องค่าครองชีพ การให้มีรายได้และอยู่ในในวิกฤติ อาทิ ช่วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการนำเงินเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการช่วยเหลือแรงงาน ซี่งตนมองว่าวิกฤติที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยโตช้าและเริ่มเห็นชัดโครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานที่เพียงพอ เหตุจากพึ่งพาภาคบริการนักท่องเที่ยวมาก ส่วนภาคการผลิตยังอยู่แบบเดิม ซึ่งแผนพัฒนาฉบับที่ 13 จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจมีมูลค่าสูง ใน 4 มิติ 1.ปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ถึงจุดต้องปรับตัวไปสู่ระบบไฟฟ้า 2.ลดความเหลื่อมล้ำของคนและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค 3.การดูแลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ และ 4.ปรับระบบการบริหารจัดการขอภาครัฐ นำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น ซึ่งรัฐเอกชนประชาชนต้องปรับตัว
ดร.อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ให้ความเห็นว่า ทิศทางต่อไปในการดูแลเศรษฐกิจ ในเรื่องของนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เป็นเรื่องที่ส่อประสานกัน โดยนโยบายการเงิน เน้นไปที่การดูแลปัญหาเงินของภาคธุรกิจ ให้เงินกู้ และพักชำระหนี้ ส่วนในเรื่องของการคลัง จะดูแลเรื่องมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่ม อาทิ โครงการเราไม่ทิ้งกัน เราชนะ และคนละครึ่ง เป็นต้น ซึ่งเป็นที่มาของการกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท อันเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศทั่วโลกทำกัน
"เน้นให้เกิดการเจริญเติบโตช้าและเด่นอย่างมั่นคง ใช้วิธีวางแผนแบบเฉพาะด้านแก้ไขปัญหาในแบบตรงจุดทีละประเด็น ส่วนการเดินหน้าต่อจากนี้ของกระทรวงการคลังนั้น ความจริงแล้วยังมีอีกหนึ่งต้นทุนของกระทรวงการคลัง คือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ หรือการเติมเงินสินเชื่อเข้าไปให้ใหม่ของธนาคารเอกชน หรือธนาคารรัฐ ที่มีข้อได้เปรียบตรงที่หากเกิดหนี้เสียหาย รัฐบาลจะเข้ามารับภาระให้ 30-40% ซึ่งเป็นการลดภาษี" ดร.อาคม กล่าวและว่า การดูแลฐานะการคลังประเทศ การดูแลในเรื่องรายรับรายจ่าย แต่สิ่งที่ในช่วงโควิดที่ผ่านมาได้สนับสนุนแหล่งเงินเยียวยาพี่น้องประชาชน การกระตุ้นประชาชนเรื่องกำลังซื้อ ช่วยให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ภาคธุรกิจ ที่ในอนาคตจะมีบทบาทเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดการเติบโตในอนาคตในปี 2565-2566 มีนโยบายสำคัญคือ มาตรการภาษีสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงชีวิตในหลังเกษียณการทำงานสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือจัดเงินงบประมาณสนับสนุนต่างๆ ในขณะเดียวกันทางอ้อมจะเป็นเรื่องการลดหย่อนต่างๆ ในเรื่องที่มารายได้จะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ที่จะดำเนินมาตรการตามนโยบายและแผนการพัฒนาประเทศ
รมว.คลัง กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทางรัฐบาลจะมีทิศทางที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเชื่อว่าแต่ละคนมีหน้าที่ตนเอง ภาครัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบการเงินมีธนาคารแห่งประเทศไทยมีกระทรวงการคลังดูแลอยู่ ถ้าร่วมมือกันทุกภาคส่วนจะเกิดการสมบูรณ์แบบ ให้ประเทศไทยน่าอยู่สำหรับคนไทยและแขกที่มาเยี่ยมเยียนเรา.


