- 17 พ.ค.นี้ ดีเดย์เปิดภาคเรียนแรกของปี 2565 เตรียมความพร้อมให้เด็กกลับมาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้
- เน้นย้ำมาตรการ 3T 1V และ 6-6-7 เพื่อความปลอดภัย ให้อยู่ได้กับโควิด-19 แนะ อาการและความเสี่ยงแบบไหนเรียนต่อได้ หรือต้องปิดห้องเรียน
- สายพันธุ์โควิดในไทยเป็นโอมิครอน 100% วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงและเสียชีวิต แนวโน้มระบาดลด เตรียมแผนเข้าสู่โรคประจำถิ่น
ภายหลังรัฐบาลทยอยคลายล็อก ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 พ.ค. 2565 เดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่ยาวนาน 2 ปีกว่า ซึ่งแม้โควิด-19 จะยังมีการระบาด แต่แพทย์สาธารณสุขพบว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ความรุนแรงของโรคนั้นน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา (Delta) อีกทั้งประเทศไทยก็มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกช่วงวัย เมื่อผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วติดเชื้อจะช่วยลดอาการหนักและการเสียชีวิตได้
อีกหนึ่งไทม์ไลน์ที่สำคัญของปีนี้ คือการเปิดเทอมของเด็กที่จะกลับมาเรียนในห้องเรียน หรือ On-Site มากขึ้น จะมีการเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมและการรับมือเพื่อให้กลับมาเปิดเทอมครั้งนี้เป็นไปด้วยความปลอดภัยจากโควิด-19 และใกล้เคียงสถานการณ์ปกติมากที่สุด หากสถานศึกษาใดยังไม่มีความพร้อมก็ยังสามารถจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้
...
ย้ำมาตรการเปิดเรียน On-Site อย่างปลอดภัย
นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 ไปแล้วว่า ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ปรับเปลี่ยนมาตรการการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อการเรียนรู้ที่ดีในโรงเรียนของเด็กไทย สำหรับมาตรการเปิดเรียน On-Site ปลอดภัย อยู่ได้กับโควิด-19 ในสถานศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ด้วยหลักการพื้นฐานก็คือ 3T 1V ตัดความเสี่ยง เพิ่มภูมิคุ้มกัน และมาตรการ 6-6-7 เป็นสิ่งที่ยังคงเน้นย้ำ
3T 1V
- T : Thai Stop COVID Plus (TSC+) : โรงเรียนต้องประเมินตนเอง เตรียมความพร้อม ก่อนเปิดเรียน
- T : Thai Save Thai (TST) : นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาประเมินความเสี่ยงตนเองเป็นประจำ
- T : Test : เฝ้าระวังอย่างเหมาะสม ตรวจคัดกรอง เช่น ATK เมื่อมีความเสี่ยง หรือ เมื่อมีอาการ
- V : Vaccine : ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และเด็ก 5-17 ปี ได้รับวัคซีนตามเกณฑ์
6 มาตรการหลัก (DMHT-RC)
- เว้นระยะห่าง
- สวมหน้ากาก
- ล้างมือ
- ตรวจคัดกรอง
- ลดแออัด
- ทำความสะอาด
6 มาตรการเสริม (SSET-CQ)
- ดูแลตนเอง
- ใช้ช้อนส่วนตัว
- กินอาหารปรุงสุกใหม่
- ลงทะเบียนเข้า-ออก
- สำรวจตรวจสอบ
- กักกันตนเอง
7 มาตรการเข้ม
- ประเมิน Thai Stop COVID Plus (TSC+) และรายงานผล ผ่าน MOE COVI
- ทำกิจกรรมกลุ่มย่อย (Small Bubble)
- จัดระบบการให้บริการอาหารตามหลักสุขาภิบาลและหลักโภชนาการ
- อนามัยสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์มาตรฐาน
- แผนเผชิญเหตุ และมีการซักซ้อม (School Isolation)
- ควบคุมดูแลการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน (Seal Route)
- School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา
ส่วนโรงเรียนประจำต้องดำเนินการตาม Sandbox Safety zone in School โดยเน้นย้ำพื้นที่ ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และศึกษาธิการจังหวัด ให้ดำเนินการ เพื่อให้เด็กไทยสามารถเรียนรู้ที่โรงเรียนได้เต็มที่ ตามมาตรการต่อไปนี้คือ
1. เร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้นักเรียนได้รับวัคซีนตามความสมัครใจให้ครอบคลุม
2. สถานศึกษา ต้องเข้ารับการประเมิน Thai Stop COVID Plus โดยต้องผ่านการประเมินมากกว่า 95%
3. เน้นย้ำทำตามแผนเผชิญเหตุเมื่อเจอผู้ติดเชื้อหรือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ไม่ปิดชั้นเรียนหรือโรงเรียน เพราะนักเรียนควรได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ที่โรงเรียน
4. เน้นย้ำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้ปฏิบัติตามมาตรการ มอบหมายศูนย์อนามัยในเขตสุขภาพเป็นพี่เลี้ยง
แผนเผชิญเหตุกรณีพบผู้ติดเชื้อในโรงเรียน
สำหรับแผนเผชิญเหตุหากพบผู้ติดเชื้อในโรงเรียนประจำให้แยกกักตัวที่โรงเรียน (School Isolation) ตามมาตรการ ขณะที่โรงเรียนไป-กลับ ให้ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาของกระทรวงสาธารณสุข หรือพิจารณาจัดทำ School Isolation โดยคณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานสาธารณสุข ผู้ปกครอง ชุมชน พิจารณาร่วมกันให้ความเห็นชอบตามความเหมาะสม
จุดเน้นที่แตกต่างเมื่อพบผู้ติดเชื้อในห้องเรียน คือ ให้ทำความสะอาดห้องเรียน ตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข แล้วดำเนินการเรียนการสอนได้ตามปกติ
จุดเน้นที่แตกต่างเมื่อพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง คือ ถ้านักเรียนได้วัคซีนครบตามแนวทางปัจจุบัน และไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกัน พิจารณาให้เข้าเรียนได้โดยพิจารณาร่วมกันระหว่างครอบครัว สถานบริการสาธารณสุข และสถานศึกษา
กรณีไม่ได้รับวัคซีน ให้แยกกักกัน (Self-Quarantine) เป็นเวลา 5 วัน และติดตามเฝ้าระวังอีก 5 วัน รวมเป็น 10 วัน โดยหากมีอาการให้ตรวจคัดกรอง ATK ทันที หากไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจ ATK ขณะที่ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงแนะนำให้ตรวจ ATK ในวันที่ 5 และวันที่ 10 หลังจากสัมผัสผู้ติดเชื้อ
ห่วงติดเชื้อเกิน 5 คน กระจายมากกว่า 2 ห้องเรียน
ทางด้าน ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเสริมถึงการเตรียมความพร้อมเปิดเทอม สิ่งที่ทุกสถานศึกษาต้องทำ คือ การประเมินตนเองในระบบ Thai Stop COVID Plus โดยจะมีการประเมินอยู่ 20 ข้อ ทั้งการเตรียมการ และการจัดการด้านกายภาพ ส่งไปยังคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้เปิดเรียนได้ เมื่อเปิดเรียนในวันที่ 17 พ.ค. 2565 ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินงานตามมาตรการ 6-6-7 และประเมินตนเองผ่าน ไทยเซฟไทย
สิ่งที่แตกต่างระหว่างภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 กับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คือ การเว้นระยะห่าง ในห้องเรียนจะเหลือ 1 เมตร จาก 1.5 เมตร ห้องเรียนปกติที่มีขนาด 8 X 8 เมตร จัดโต๊ะเรียนได้ 7 แถว แถวละ 6 ที่นั่ง รวม 42 คน ซึ่งปกติ 1 ห้องเรียนจะมีนักเรียนประมาณ 40 คน แต่อาจจะมีปัญหาในโรงเรียนประถมศึกษาบางแห่งที่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่บางห้องเรียนอาจจะมีขนาด 6 X 8 เมตร และสิ่งสุดท้ายที่มีความแตกต่าง คือ บางโรงเรียนเป็นการเรียนในห้องปรับอากาศ ต้องมีการเปิดระบายอากาศ ทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 นาที ในช่วงพัก
ขณะเดียวกัน เรื่องโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อในโรงเรียน คือ การถอดหน้ากาก กินข้าวร่วมกันสนทนาระหว่างกันโดยไม่สวมหน้ากาก โรงอาหารควรมีการแยกสำรับกับข้าว แยกพื้นที่งดการพูดคุย ขณะกินอาหาร และเมื่อมีการเล่นร่วมกันควรสวมหน้ากากตลอดเวลา แต่ถ้ามีการแพร่ระบาดในโรงเรียนขอให้ทุกสถานศึกษาดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ เช่น หากพบผู้ติดเชื้อเข้าไปเรียนให้ปิดทำความสะอาด 3 วัน แล้วเปิดเรียนตามปกติ สิ่งที่น่ากังวล คือ ถ้ามีผู้ติดเชื้อมากกว่า 5 คน มีการแพร่กระจายมากกว่า 2 ห้อง ทางโรงเรียนต้องประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อเข้ามากำกับดูแล ระงับการแพร่ระบาดต่อไป
มุ่งแก้ไขภาวะถดถอยทางการเรียนรู้
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยถึงการเปิดเรียนปีการศึกษา 2565 ที่มีเป้าหมายเปิดการเรียนแบบ On-Site จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชนถึงความปลอดภัยและคุณภาพการศึกษา สร้างความไว้วางใจกลับคืนสู่สังคม ให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษาอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยเกิดขึ้นกับนักเรียนในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งในปีการศึกษา 2565 ศธ. มุ่งเน้นให้เป็นปีแห่งการเสริมสร้างการศึกษา เพื่อแก้ไขภาวะถดถอยทางการเรียนรู้อย่างจริงจัง เร่งฟื้นฟูการเรียนรู้ช่วงที่สูญเสียไปให้คืนกลับมาเร็วที่สุดอย่างเป็นระบบ นำแนวทางการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้ความสำคัญต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อการขับเคลื่อนการเรียนการสอนใน 3 มิติ คือ การเสริมสร้างความรู้ การสร้างทักษะที่เข้มข้น ส่งเสริมทักษะชีวิตหรือทักษะทางสังคม
พร้อมเน้นย้ำสถานศึกษาทุกสังกัดเตรียมความพร้อมตามแนวทางการเฝ้าระวังสำหรับการเปิดเรียน On-Site ด้วยหลักการตัดความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกัน ทุกสถานศึกษาต้องประเมินตนเองเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเรียน นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ประเมินความเสี่ยงตนเองเป็นประจำ มีการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม การฉีดวัคซีนให้กับครู บุคลากร ผู้ปกครอง และเด็กอายุ 5-18 ปี จัดให้มีการเร่งรัดจัดฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนทุกคนที่มีความประสงค์จะเข้ารับการฉีดอย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยศึกษาธิการจังหวัดประสานกับสาธารณสุขจังหวัดในการเร่งฉีดวัคซีน รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนให้กับผู้ปกครองได้รับทราบ
นอกจากนี้ จะมีการเตรียมความพร้อมหรือการปรับพื้นฐานก่อนเรียน เพื่อค้นหาช่องว่างของนักเรียนในการออกแบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพอย่างเหมาะสม ด้วยการประเมินความพร้อมก่อนการเรียนในทุกระดับชั้น เพื่อรับทราบถึงสถานะ หรือช่องว่างทางการเรียนรู้ ซึ่งครูจะได้เตรียมเนื้อหาการเรียนการสอนที่สามารถเติมเต็มศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาดำเนินการปรับพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนก่อนเปิดภาคเรียนหรือภายหลังการเปิดภาคเรียนแล้ว
เร่งฉีดวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันช่วงเปิดเทอม
เรื่องการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ซึ่งตามนโยบายจัดให้มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) เพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในเด็ก โดยมาตรการเข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 ในกรณีเด็กอายุ 12-17 ปี ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ให้เข้ารับวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีม่วง เข็มกระตุ้น (เข็ม 3) ขนาดครึ่งโดส และต้องมีระยะห่างจากเข็ม 2 เป็นเวลา 4-6 เดือนขึ้นไป
เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ขอให้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนผ่านระบบสถานศึกษาในเดือน พ.ค. และรับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ระหว่างวันที่ 9-31 พ.ค. 2565 พร้อมกันทั่วประเทศ แต่กรณีเด็กนอกระบบการศึกษาให้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจากสถานพยาบาล ได้แก่ กลุ่มเด็ก Home School จัดการเรียนการสอนที่บ้าน กลุ่มเด็ก 7 กลุ่มโรค คือ อ้วน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด ไตวายเรื้อรัง มะเร็งและภูมิคุ้มกันต่ำ เบาหวาน และโรคพันธุกรรม ซึ่งรวมถึงกลุ่มดาวน์ มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทรุนแรง เด็กมีพัฒนาการล่าช้า และกลุ่มที่มีเงื่อนไขหรือมีข้อจำกัด การรับวัคซีนตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้ารับวัคซีนผ่านระบบสถานพยาบาลตามความสมัครใจของผู้ปกครองและผู้รับวัคซีน
“ในช่วง พ.ค. 2565 มีจุดหมายเรื่องเปิดเรียน จึงต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษามีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วมากกว่า 90% ส่วนกลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี ฉีดครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 90% ต้องเร่งฉีดเข็มกระตุ้น หากเป็นผู้ที่รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ให้รับเข็ม 3 เป็นไฟเซอร์ขนาดครึ่งโดสหรือเต็มโดส ส่วนผู้ที่รับวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็ม ให้ฉีดเข็มกระตุ้นเป็นไฟเซอร์เต็มโดส ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี เป้าหมาย 5.1 ล้านคน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 2.8 ล้านคน และเข็ม 2 ฉีดแล้ว 8.9 แสนคน โดยสูตรฉีดเป็นไฟเซอร์ฝาสีส้ม 2 เข็ม ห่างกัน 8 สัปดาห์ หรือซิโนแวค-ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) ห่างกัน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนสูตรนี้เพิ่มเติม 1.6 แสนคน”
สายพันธุ์โควิดในไทยเป็นโอมิครอน 100%
การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 (ข้อมูล ณ วันที่ 9 พ.ค. 2565) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้โควิด-19 ในไทยเป็นสายพันธุ์โอมิครอน 100% จากการตรวจเฝ้าระวังช่วงวันที่ 30 เม.ย.-6 พ.ค. 2565 จำนวน 747 ราย พบเป็นโอมิครอนทั้งหมด ส่วนสายพันธุ์ย่อยเป็น BA.2 ถึง 97.6% ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) มีการเฝ้าระวัง 3 สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน คือ BA.4, BA.5 ซึ่งส่วนใหญ่พบในแถบแอฟริกาใต้และยุโรปบางประเทศ และ BA.2.12.1 ส่วนใหญ่พบในสหรัฐอเมริกา เพราะมีข้อสังเกตว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น หรืออาจจะรุนแรงขึ้น
“ประเทศไทยมีการเฝ้าระวังทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ เน้นกลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และผู้ป่วยอาการหนัก ซึ่งพบ BA.5 จำนวน 1 ราย เป็นคนบราซิล รักษาหายกลับบ้านแล้ว ส่วน BA.4 และ BA.2.12.1 ยังไม่พบในไทย แต่พบ BA.2.12 จำนวน 2 ราย เป็นชาวอินเดียและแคนาดา ส่วนสายพันธุ์ลูกผสมในไทยไม่น่ากังวล เพราะสายพันธุ์เดลตาหายไปเกือบหมด จึงไม่น่าจะเกิดไฮบริด ยกเว้นสายพันธุ์ลูกผสมที่พบจะมีการขยายพันธุ์ ดังนั้น การฉีดวัคซีนด้วยจะดีกว่าการติดเชื้อโดยธรรมชาติ และวัคซีนยังช่วยป้องกันได้ทุกสายพันธุ์”
สธ. เตรียมความพร้อมโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมคณะกรรมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น (Endemic) ครั้งแรก ว่า ประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มการระบาดลดลงและอยู่ในการควบคุม ประชาชนมีภูมิคุ้มกันที่มากเพียงพอ สามารถเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อทั่วไปได้ จึงต้องเตรียมการเพื่อปรับรูปแบบการบริหารจัดการและการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตในวิถีปกติใหม่และฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุม สร้างความร่วมมือของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโควิด-19 ที่เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำถิ่น หรือโรคติดต่อทั่วไปได้อย่างปลอดภัย
จากแผนและมาตรการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น ที่มี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ต่อสู้กับโรค (Combatting) ระยะที่ 2 โรคทรงตัว (Plateau) ระยะที่ 3 โรคลดลง (Declining) และระยะที่ 4 หลังการระบาด (Post pandemic) ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะทรงตัว จึงประกาศลดระดับการเตือนภัยโควิดจากระดับ 4 มาเป็นระดับ 3 พร้อมดำเนินงานในแต่ละด้าน คือ
- ด้านสาธารณสุข ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากกว่า 60% เน้นเฝ้าระวังการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน และผู้ป่วยปอดอักเสบ และผ่อนคลายมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
- ด้านการแพทย์ ปรับแนวทางการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก เน้นดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงอาการรุนแรง มีอาการรุนแรง และภาวะลองโควิด
- ด้านกฎหมายและสังคม เตรียมการด้านกฎหมายของทุกหน่วยงานให้สอดคล้องกับการปรับตัวสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ลดการจำกัดการเดินทางและการรวมตัวของคนหมู่มาก ส่งเสริมมาตรการ Universal Prevention และมาตรการ COVID Free Setting
- ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เน้นสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกับโรคโควิด-19 อย่างปลอดภัย
คาดว่าช่วงปลายเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ สถานการณ์จะเข้าสู่ระยะโรคลดลง (Declining) และจะมีการผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงจะประกาศลดระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 2 อีกทั้งยังได้สั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมโรค หามาตรการเปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ เพื่อให้เกิดความเป็นปกติมากที่สุด แต่ต้องย้ำให้ประชาชนตระหนักรู้การใช้ชีวิตในช่วงที่โควิด-19 ไม่ได้หายไป
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนไปสู่ความปกติใหม่จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีแนวโน้มลดลง การผ่อนคลายมีมากขึ้น การเปิดเทอมให้เด็กได้กลับไปเรียน มีสังคมในโรงเรียนตามช่วงวัย การเปิดกิจการและกิจกรรมต่างๆ ได้ รวมถึงกำลังพิจารณาหามาตรการเปิดสถานบันเทิง แต่ไม่ว่าจะผ่อนคลายในส่วนใด ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนและทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขและมาตรการที่กำหนดขึ้น เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศ ก้าวไปข้าวหน้าได้อย่างปลอดภัยแม้จะยังต้องอยู่กับโควิด-19 ที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดการกลายพันธุ์และการระบาดใหญ่อีกหรือไม่ และจะยังอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน
ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun, Varanya Phae-araya