"เศรษพงค์" ชี้กิจการอวการศไม่ใช่เรื่องลี้ลับ เผยอนุ กมธ.อวกาศ เตรียมส่งรายงานแนะรัฐบาลเอาจริงพัฒนากิจการอวกาศ-พัฒนาความร่วมมือกับเอกชน จ่อเสนอคลายกฎใช้ความถี่ในรูปแบบ "Tech Park" เพื่อเปิดกว้างรองรับกิจการอวกาศ
เมื่อวันที่ 9 พ.ค.65 พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการอวกาศเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคง ใน กมธ. การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการพัฒนากิจการอวกาศว่า กิจการดาวเทียมในประเทศไทยมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจร เพื่อส่งดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นไป โดยไม่ได้ให้บริการเชิงพาณิชย์ มีจำนวน 7 ราย แต่หากเป็นบริษัทที่ประกอบการเชิงพาณิชย์ และได้รับสิทธิในการเข้าใช้วงโคจร มีเพียง 2 บริษัท คือ NT กับ Thaicom ที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช.แต่ไม่ได้ใช้แค่ยิงดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เกี่ยวกับเรื่องแผนที่ดาวเทียม ที่มีหลายบริษัทของคนไทยใช้เพื่อวางแผนให้กับกรมที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ วางแผนเรื่องป่าไม้ ซึ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับผืนดินจะเกี่ยวกับอวกาศทั้งสิ้น ทั้งนี้ระบบ 6G ในปี 2030 ที่ประกาศโดยสหภาพการโทรคมนาคมระหว่างประเทศประกาศว่า ดาวเทียมขนาดเล็กซึ่งมีขนาดเท่ากับกระป๋อง ที่ลอยบนอวกาศระยะทาง 200-300 กิโลเมตร สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ทำให้มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับอวกาศในภาคพื้นดิน เช่น การวิเคราะห์เดต้า ภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากนี้ส่วนของการพัฒนากิจการอวกาศที่สำคัญ คือ การส่งจรวดเพื่อนำดาวเทียมและอุปกรณ์รต่างๆขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งมีต้นทุนสูงหากสามารถลดต้นทุนดังกล่าวได้ จะทำให้การพัฒนากิจการได้มากและสร้างมูลค่าได้มหาศาล
"ธุรกิจกิจการอวกาศของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาบุคลากร โดยรัฐบาลต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง เมื่อมีนโยบายแล้วต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง นอกจากนี้การศึกษาต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ผมทราบว่ามีนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยพยายามนำกิจการโครงการอวกาศดาวเทียมขนาดเล็ก ให้สถาบันการศึกษาระดับมัธยม เช่นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างดาวเทียม และในระดับมหาวิทยาลัย เด็กรุ่นใหม่ได้สร้างเครือข่ายเพื่อเรียนรู้ไปสู่อนาคต กิจการอวกาศเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่ต้องให้ความสำคัญ รวมถึงต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับอวกาศในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการนานาชาติที่มีสถานีอวกาศ (Space Station) เพราะจะทำให้คนไทยมีโอกาสทำการทดลองในระดับที่สูงขึ้น ทัดเทียมประเทศชั้นนำด้านอวกาศ จะเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการพัฒนากิจการอวกาศของไทย ได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์" พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว
พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวถึงการทำงานของอนุ กมธ.ฯ โดยมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุ กมธ. เพราะต้องการสื่อให้ประชาชนเห็นว่ากิจการอวกาศไม่ใช่เรื่องลี้ลับ รวมถึงรณรงค์ให้แวดวงการศึกษาตื่นตัวในกิจการอวกาศ เพื่อใช้ประโยชน์จากกิจการอวกาศ เช่น ด้านการเกษตรแม่นยำ ในการวางแผนเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด ทั้งนี้การทำงานของ กมธ.ยังมีกรอบคิดเพื่อต้องการเปิดโอกาส หรือผ่อนคลายกฎระเบียบ เช่น การใช้คลื่นความถี่ ใช้โดรนบินบนอากาศ การอนุญาตใช้คลื่นได้ ในรูปแบบเทคพาร์ค(Tech Park) เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สอดรับกับการพัฒนากิจการอวกาศในอนาคต
"อนุ กมธ.จะทำรายงานเสนอให้กับรัฐบาล ถึงการทำเทคพาร์คให้สำเร็จต้องเริ่มต้นและวางแผน รวมถึงมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง เรามีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ความเห็นอย่างรอบด้าน โดยจะเป็นการเสนอในรูปแบบทั้งการวิจัยและพัฒนาด้วย รวมถึงการดึงคนเข้ามาลงทุน ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน อย่างไรก็ดีก่อนหน้าที่ ครม.ได้อนุมัติเห็นชอบเทคพาร์คในพื้นที่ EEC แล้ว อนุ กมธ.ฯจึงต้องการช่วยเหลือรัฐบาลให้การทำนโยบายดังกล่าวให้สำเร็จด้วยดี" พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว
นอกจากนี้ พ.อ.เศรษฐพงค์ ยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กิจการอวกาศ พ.ศ... ว่า หลังจากที่ ครม.อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แล้ว ตามกระบวนการจะเสนอเข้าสู่สภาฯให้พิจารณากลั่นกรองโดยไม่ชักช้า ซึ่งเนื้อหาสำคัญของของร่าง พ.ร.บ.หากประกาศใช้ คือ ให้มีคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อน new space economy ที่จะสร้างเม็ดเงินให้ประเทศมหาศาล ขณะที่เชิงนโยบายจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนการขับเคลื่อนมีตัวอย่างจากต่างประเทศพบว่า จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำและรัฐบาลสนับสนุน
"ดังนั้นนโยบายรัฐต้องสอดคล้องกับภาคเอกชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างชาติ หรือระหว่างรัฐบาลกับเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนกันในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ผมเชื่อว่าประเทศไทยไม่ล้าหลัง สามารถทำให้เท่าทันกับต่างประเทศได้ เพราะเทคโนโลยีมีการต่อยอดได้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่รัฐบาลต้องมองให้เป็นเรื่องอันดับต้นๆของประเทศ และภาคธุรกิจต้องเล็งเห็นเช่นกัน" พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว