“พล.อ.ประยุทธ์” เน้นย้ำทุกฝ่ายยังต้องเคร่งครัดปฏิบัติมาตรการป้องกันโควิด พอใจ ศปม. สกัดคนลักลอบเข้าประเทศ กร้าว ใครมีเอี่ยวในขบวนการต้องลงโทษเด็ดขาด
วันที่ 24 เม.ย. 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 วันนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่รวม 17,784 ราย หายป่วยกลับบ้าน 22,846 ราย ผู้ป่วยกำลังรักษา 183,154 ราย และเสียชีวิต 126 ราย
จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำประชาชนและทุกภาคส่วนยังคงต้องเข้มข้นในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดอัตราการติดเชื้อที่อาจจะเพิ่มขึ้น แม้ผู้ติดเชื้อในประเทศส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอาการสีเขียวที่สามารถรักษาได้ในรูปแบบ Home Isolation (HI) Community Isolation (CI) และแบบผู้ป่วยนอก “เจอ แจก จบ” ได้
ทางด้านกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ไม่มีอาการ ไม่ต้องกินยาต้านไวรัส อาจให้ยาฟ้าทะลายโจร ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์
2. กลุ่มที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง พิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เร็วที่สุด
3. กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง หรือกลุ่มที่มีปอดอักเสบ แต่ยังไม่ต้องให้ออกซิเจน พิจารณาให้ยาต้านไวรัสเร็วที่สุด โดยประเมินจากประวัติวัคซีนและปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง
4. กลุ่มที่มีอาการปอดอักเสบต้องได้รับการรักษาด้วยออกซิเจน พิจารณาให้ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) อย่างเร็วที่สุด
โฆษกรัฐบาล กล่าวต่อไปว่า กระทรวงสาธารณสุขยังได้ดำเนินการตามนโยบายและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้น้อยที่สุด เน้นการดูแลผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองและสีแดงที่มีความเสี่ยงอาการรุนแรงและเสียชีวิต รวมถึงเร่งรณรงค์ให้ประชาชนมารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั้งเข็มปกติและเข็มกระตุ้นด้วย
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังพอใจผลการดำเนินงานการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ในส่วนต่างๆ ซึ่ง ศปม. ได้รายงานในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ครั้งที่ 7/2565 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีชื่นชม ขอบคุณกำลังพลฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เสียสละเพื่อประชาชนไทยและประเทศชาติตลอดห้วงเวลาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 พร้อมกำชับให้คุมเข้ม เฝ้าระวัง จับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
สำหรับการปฏิบัติของ ศปม. ในพื้นที่ชายแดน ในการจับกุม สอบสวน แรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย (1-20 เม.ย. 2565) มียอดรวม 13,405 คน แบ่งเป็นพื้นที่ตอนใน 919 คน ติดชายแดน 12,486 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้นำพา 110 คน ขณะที่การสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด การสืบสวนสอบสวน และขยายผลจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติด จำแนกเป็น ยาบ้า 3,146,857 เม็ด และกัญชาอัดแท่ง 556 กิโลกรัม
ขณะเดียวกัน ศปม. มีการสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการ (เฉพาะกิจ) เพื่อติดตามและกำกับดูแลผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยจัดกำลังร่วมปฏิบัติในการติดตามและกำกับดูแลผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่กำหนดอย่างเคร่งครัด กำหนดเส้นทางและจุดรับ-ส่งผู้เดินทางจากท่าอากาศยานไปยังโรงแรมที่พัก ตรวจสอบและกำกับการเดินทางให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประสานการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาในกรณีที่ผู้เดินทางหลบหนีหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งบูรณาการและประสานความร่วมมือกับ ศปก.กก. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
“นายกรัฐมนตรีพอใจการดำเนินงานการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ของ ศปม. พร้อมให้กำลังใจกับทุกการทำงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยในห้วงที่ผ่านมาแม้จะมีการจับกุมผู้ลักลอบเข้าราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก ทั้งแรงงานผิดกฎหมายและผู้นำพา แต่ก็พบว่ายังคงมีความพยายามที่จะลักลอบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ คุมเข้ม เฝ้าระวัง จับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างเข้มงวด ตามเส้นทางตลอดแนวชายแดน และเส้นทางในการลักลอบเข้าสู่พื้นที่ตอนใน อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีย้ำว่าหากพบมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องในขบวนการลักลอบ หรือปล่อยปละละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด” โฆษกรัฐบาลกล่าว.