นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี แนะ รัฐบาลสร้างปรองดอง วิกฤติการเมืองตั้งเค้ารุนแรงกว่าเดิม ยัน ตอบยาก รัฐประหารอีกหรือไม่ ถ้าปฏิรูปประเทศต้องปฏิรูปโครงสร้าง แก้ผูกขาดทางเศรษฐกิจ มีรัฐบาลที่มาจากประชาชน และนายกฯต้องเป็น ส.ส.

วันที่ 6 มี.ค. นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ช่องยูทูบ สภาที่ 3 ถึงบทเรียน 30 ปี เหตุการณ์พฤษภาคม 35 สังคมไทยได้อะไรในการพัฒนาประชาธิปไตยว่า 79 ปี นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนเดือนพ.ค.35 เพราะเราไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์ ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มีรัฐบาลก็ไม่ค่อยเป็นไปตามความต้องการ หรือความประสงค์ของชาวไร่ ชาวนา คนจน มีการฉ้อโกง คอร์รัปชัน เสร็จแล้วทหารก็ต้องปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลที่เข้ามาหลังรัฐประหาร ก็ใช้วิธีการซ้ำซาก จับคนทำโทษ เล่นงานคนด้วยวิธีการต่างๆ ใช้อำนาจในทางที่ผิด แทนที่จะทำให้แต่ละกลุ่มที่มีความเห็นต่างนั่งจับเข่าคุยกัน หาทางออกที่มีประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อถามว่า รัฐบาลไม่สร้างความปรองดอง ภาคส่วนสังคมหรือประชาชน จะทำอย่างไรให้เกิดความปรองดอง เพื่อให้ประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้า นายอานันท์ ตอบว่า ประชาชนก็มีเสียงออกมาค่อนข้างมากขึ้น แต่อยู่ที่รัฐบาลฟังมากน้อยแค่ไหน หรือฟังแล้วเข้าใจหรือไม่ จะให้มีความปรองดองสมานฉันท์ ต้องสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ดูถูกซึ่งกันและกัน เคารพซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายหนึ่งคิดว่าฉันมีอำนาจคุณต้องฟัง มันก็ปรองดองไม่ได้

เมื่อถามว่า สังคมไทยไม่ปรองดอง แต่ยังเกิดความขัดแย้งเผชิญหน้าอย่างนี้ต่อไป ถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมาเหมือนในประวัติศาสตร์อีก จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรง นายอานันท์ ตอบว่า เชื่อว่าในไม่ช้าก็จะเกิดวิกฤติในเมืองไทยขึ้นอีก ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติมันจะหนักกว่าวิกฤติเก่า เพราะจากการที่ล้มรัฐบาล ยึดอำนาจ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วตัวเองก็มาบริหารราชการแผ่นดิน ทำซ้ำซากมาเป็น 18-19 ครั้ง ในระยะเวลา 78-79 ปี ผลลัพธ์ที่ได้เห็นทันตาเลย คือ ความจนของราษฎร มีแต่เลวลงๆ แต่เนื่องจากเรื่องของโลกาภิวัตน์ก็ดี เรื่องของระบบการสื่อสารที่ไปรวดเร็ว คนอาจมีข้อมูลมากขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความจริง ทำให้เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ไม่ต้องพูดถึงระบบการบริหารเลย เพราะเลวลง เรื่อง ธรรมาภิบาลไม่มีใครสนใจแล้ว มีแต่ว่าใครจะเอาอะไรได้มากแค่ไหน แต่แล้วในสังคมที่ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปที่ชั้นบนหมด ไปอยู่กับคนไม่กี่ 10 หรือไม่กี่ 100 คน แต่คนข้างล่างอีก 95% หรือ 60 ล้าน 70 ล้านแทบไม่มีใครเห็นหัว ดังนั้นจึงเกิดความน้อยใจเกิดความอึดอัดใจ เกิดความเดือดดาลขึ้นมา ทำให้บรรยากาศที่จะปรองดองก็ยากขึ้น


เมื่อถามว่า 30 ปีที่ผ่านมา สรุปรัฐประหารไม่ใช่คำตอบ ถ้าเกิดความขัดแย้งอีกจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดรัฐประหาร นายอานันท์ หัวเราะก่อนตอบว่า อันนี้คงตอบยาก ถ้าไปขอร้องให้ทหารอย่ารัฐประหารไม่แน่ใจว่า จะสำเร็จหรือไม่ ถ้าทหารที่มีอำนาจเขาไม่มีความผิดหรือไม่มีความรู้สึกที่จะประนีประนอม ถ้าเขามองว่า ทุกอย่างเป็นเกม ว่าอะไรต้องชนะต้องแพ้ ตนไม่ได้หมายความว่าทหารมาบริหาร แต่ต้องดูว่า ทหารใช้อำนาจเป็นหรือเปล่า ถ้าใช้อำนาจไม่เป็น ก็กลายเป็นเผด็จการ ถ้าใช้อำนาจเป็นแล้วเป็นเผด็จการ ผลลัพธ์เสียหายมาก แต่ถ้าใช้อำนาจเป็น มันก็ยังเป็นเผด็จการอยู่ ก็ไม่ช่วยสั่งสอนให้สังคมรู้จักประชาธิปไตยมากขึ้น ดังนั้นฉะนั้น จะใช้อำนาจเป็นหรือไม่เป็น ผลลัพธ์มันออกมาลบทั้งนั้น

เมื่อถามว่า การก้าวพ้นความขัดแย้งมิติต่างๆ โดยการสร้างประชาธิปไตยผ่านการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปอย่างไรให้สำเร็จ นายอานันท์ ตอบว่า ถ้าปฏิรูปประเทศไทยต้องปฏิรูปโครงสร้าง แก้ผูกขาดทางเศรษฐกิจ ในด้านทางการเมืองสิ่งแรกต้องทำ คือ เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาให้คนกินได้มันไม่พอ ต้องมีโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะด้านการศึกษา โครงสร้างทางการเมือง มีรัฐบาลที่มาจากประชาชน นายกฯ ต้องเป็นส.ส. มีเสรีภาพในการชุมนุม มีความโปร่งใส มีความยุติธรรมเสมอภาคเรื่องกฎหมาย