“อนุทิน” ลุกแจงอภิปรายทั่วไป มาตรา 152 ย้ำ สธ. ยึดประโยชน์ประชาชน วัคซีนมีคุณภาพ พร้อมต่อยอดระบบเดิมที่มีและดีอยู่แล้ว ไม่เคยลืมคนคิด 30 บาทรักษาทุกโรค พร้อมร่วมมือรัฐบาลจนถึงวาระอันควร

เวลา 15.35 น. วันที่ 18 ก.พ. 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงหลังรับฟังการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 จาก ส.ส.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยให้คำยืนยันว่าได้บันทึกคำแนะนำต่างๆ และจะนำไปปฏิบัติในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่มีหลายข้อมูลเป็นของเก่า ของเดิม ยังนำมาใช้ในการอภิปราย แต่ถือว่าทุกคนหวังดีกับประชาชน สิ่งที่กล่าวหาเรื่องวัคซีนโควิด-19 ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมา 2 ครั้ง ก็ชี้แจงอย่างชัดเจนไปแล้ว จนได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจอย่างท่วมท้น เกิน 260 เสียง จึงคิดว่าอยากจะพูดในสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งใจและมุ่งมั่นจากนี้ไป โดยยังให้ความสำคัญที่สุดใน 3 ประเด็นหลัก

1. การดูแลบุคลากรทางแพทย์ บุคลากรทางสาธารณสุข
2. ต่อยอดนโยบายเดิม เพิ่มเติมนโยบายใหม่
3. ประชาชนต้องได้รับการบริการที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรคโควิด-19 ภาวะวิกฤติหรือภาวะปกติ

...

ในส่วนของการฉีดวัคซีน ก็จะฉีดไปจนกว่าคนไทยทุกคนจะปลอดภัยจากโควิด-19 แม้จะบอกไม่ได้ว่าหมดเมื่อไหร่ แต่ตราบใดที่โควิดยังคุกคามเราก็มีอาวุธคือวัคซีนฉีดให้ประชาชน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ลดการเจ็บป่วยรุนแรง รวมถึงลดอัตราการเสียชีวิต ยืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพประสิทธิผลให้กับทุกช่วงวัย ให้ประเทศมีความปลอดภัย

ด้วยความเข้มแข็งของระบบการสาธารณสุขที่เรามีมานาน ระบบต่างๆ ของประเทศนี้เป็นระบบที่ดี น่าสรรเสริญ 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรทองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่มีใครลืมคนที่คิดค้นระบบนี้ ส่วนตัวก็ไม่ลืม นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ไทยเคยได้รับมาอย่าหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขยุคนี้ รัฐบาลชุดนี้ ไม่มีทางด้อยค่าระบบสาธารณสุขที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทย แต่จะต่อยอดสิ่งที่มีและดีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์มากขึ้น มีมาตรฐานสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของประชาชนน้อยมากที่สุด และประชาชนต้องไม่ล้มละลายจากการรักษาตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นให้คนไทยได้รับการบริการด้านสาธารณสุขเป็นเลิศ แม้โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะติดง่ายแต่ฤทธิ์การทำลายสุขภาพไม่มากเท่าเดลตา ซึ่งไทยใช้การเฝ้าระวังและรักษามาตรฐานเดียวกับเดลตา พร้อมขอให้ประชาชนมารับวัคซีนตามวงรอบที่จำเป็น และวัคซีนที่ผลิตในไทยแม้จะเป็น Gen 1 แต่เหมาะสมที่สุดและดีที่สุดกับการระบาดของโควิดในไทย อีกทั้งเราได้รับความร่วมมือที่ดีมากจากประชาชน ในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์ก็ไม่มีวันขาดแคลนเพราะเราผลิตได้เองในไทยแล้ว สำหรับผู้ที่รับวัคซีนเข็ม 4 แล้วสักระยะ กระทรวงสาธารณสุขจะสุ่มตรวจภูมิคุ้มกันจากกลุ่มตัวอย่าง หากเภูมิคุ้มกันเริ่มลดลง ก็จะขอให้มารับเข็มบูสเตอร์ต่อไป จะเตรียมวัคซีนให้ฉีดจนกว่าจะชนะโควิด

“จากนี้เป็นต้นไป ขอเพียงการ์ดอย่าตก กระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทุกคนยังพร้อมที่จะทุ่มเทรับใช้ประชาชน ทุกวันทุกเวลาที่ผ่านไป จะคิดระบบต่างๆ คิดค้นวิธีต่างๆ เข้าถึงเวชภัณฑ์และยา ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 พ้นไป หรือรับมือกับมันได้ ให้เกิดความเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด เรายังต้องต้องสู้กับมันต่อไปเพราะมันยังอยู่ในโลกนี้ เราไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มีการติดเชื้อ แต่เราเป็นประเทศที่มีการติดเชื้อน้อยกว่าประเทศอื่นๆ อีกมากมายนัก และเรามีมาตรการต่างๆ ที่จะรับมือ พยายามจะหาจุดสมดุลที่ดีที่สุดเพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ แต่สวัสดิภาพของประชาชนไม่ถูกกระทบ ขอให้คำยืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อไปอย่างสุดความสามารถ ให้ความร่วมมือกับนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่จะบริหารราชการแผ่นดิน บริหารประเทศนี้ต่อไป จนกว่าถึงวาระอันควร” ก่อนจบการอภิปราย 16.08 น.