“สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ” อภิปราย จี้รัฐบาลอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซัด คนเงินเดือน 15,000 บาท เฉลี่ยเสียค่าเดินทางถึง 22.4% ของเงินเดือน แนะผลักดันตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อเวลา 21.35 น. ที่อาคารรัฐสภา รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในญัตติการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายต่อกรณีปัญหาค่าเดินทางของประชาชนที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาค่าโดยสารรถสาธารณะ โดยระบุว่าหากไล่ดูสถิติตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2562 จะเห็นว่าราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้า และยังมีส่วนของภาษีและกองทุนต่าง ๆ และค่าการตลาด ที่เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ซึ่งรัฐบาลบริหารจัดการราคาได้อย่างล้มเหลว จนราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันขึ้นมาจาก 17 เป็น 33 บาท หรือแพงขึ้นถึง 94% เช่นเดียวกับค่าทางด่วนเหตุเพราะมีการคิดราคาโดยไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง
นอกจากนี้ ระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบการเดินทางยังมีราคาที่สูงขึ้น โดยนายสุรเชษฐ์ ยังแจกแจง ผลสำรวจค่าเดินทางของประชาชน ในกรณีรถไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 17% ของเงินเดือน 15,000 บาท รถตู้สาธารณะ คิดเป็น 14% เรือคลองแสนแสบคิดเป็น 11% รถเมล์ซึ่งเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่สุดก็ยังมีราคาที่สูง โดยรถเมล์ปรับอากาศคิดเป็น 11% รถเมล์ธรรมดาคิดเป็น 8% และเรือด่วนเจ้าพระยา คิดเป็น 8% พร้อมยกตัวตัวอย่าง ชีวิตของชนชั้นกลางธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ที่ต้องมีค่าเดินทาง รวมขาไปและขากลับ เป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 168 บาท/วัน หรือคิดเป็น 56% ของค่าแรงขั้นต่ำ หรือหากคิดจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท ก็ยังถือว่าสูงมาก เป็นค่าใช้จ่ายถึง 22.4% ของเงินเดือน
...
นายสุรเชษฐ์ยังอภิปรายถึงสาเหตุรถไฟฟ้าราคาแพง เป็นเพราะมีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เสียค่าแรกเข้า 15 บาท และมีค่าระยะทางอีก 2 บาทกว่า ทั้งหมดเป็นผลมาจากการหากินกับรถไฟฟ้า เจรจาเป็นสาย ๆ แบ่งผลประโยชน์กันเป็นราย ๆ โดยไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง
ส่วนบางคนมีรถยนต์ แม้จะเทียบค่าใช้จ่ายกับเวลาแล้วการขับรถคุ้มค่ากว่าการเดินทางสาธารณะก็จริง แต่การมีรถก็ยังเป็นภาระอันหนักอึ้ง เมื่อเทียบกับเงินเดือน 15,000 บาท เพราะต่อให้มีเงินดาวน์เยอะหรือผ่อนได้นาน ก็ยังมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันอีก 21% และหากขึ้นทางด่วนต้องเพิ่มเป็นอีก 20% ของเงินเดือน โดยที่ยังไม่รวมต้นทุนแฝงอื่น ๆ
ดังนั้น รัฐควรอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น แต่การอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะต้องคิดอย่างเป็นระบบและสมเหตุสมผล ไม่ใช่เพียงแต่จะสร้างรถไฟฟ้าเท่านั้น แก้ปัญหาดังกล่าว คือระบบ “ตั๋วร่วม” และ “ค่าโดยสารร่วม” โดยค่าโดยสารร่วม จะต้องเป็นรถเมล์ร่วมรถไฟฟ้าด้วย โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อข้ามสายหรือข้ามระบบ และต้องคิดราคาค่าโดยสารร่วม บนพื้นฐานของราคาปัจจุบันที่เป็นไปได้จริงคือ 8-45 บาท
นายสุรเชษฐ์ ยังระบุว่าการทำระบบเช่นนี้คือสิ่งที่เป็นไปได้ หากไม่นำงบประมาณไปเสียในสิ่งที่ไม่ควรจะเสีย พร้อมตำหนิ การขยายสัมปทานสายสีเขียวอีก 30 ปี ไร้ซึ่งความโปร่งใส ที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยากขึ้นไปอีก 30 ปี