พปชร. ขอบคุณรัฐบาล ผลักดันนโยบายพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV หลัง ครม.ไฟเขียว ส่งเสริมการผลิตและใช้ในประเทศ ชี้ ถือเป็นความสำเร็จของนโยบายพรรค กระตุ้นเศรษฐกิจ สอดรับกับกระแสโลก ลด PM 2.5
วันที่ 16 ก.พ. 2565 น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้นำนโยบายพรรคพลังประชารัฐในหลายเรื่องมาสู่การเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการอนุมัติให้มีการผลักดัน กระตุ้นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย (EV) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความยั่งยืนต่อการพัฒนาประเทศ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ด้าน น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่เห็นชอบแพ็กเกจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถกระบะ โดยครอบคลุมทั้งการให้เงินอุดหนุน และการปรับลดภาษีฯ ต่างๆ ในการเอื้อให้เกิดการใช้และการผลิตในประเทศ นับเป็นความสำเร็จของนโยบายพรรค พปชร. ที่ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ไทยได้ก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สะอาดที่สอดรับกับกระแสของโลก เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) และลดภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค (EV Hub)
“ทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เนื่องจากจะมีส่วนสำคัญในการลดภาวะโลกร้อน เพราะจะลดการใช้รถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมัน โดยไทยเองจะต้องค่อยๆ เปลี่ยนผ่านเพื่อให้ก้าวทันกระแสโลก และต้องเตรียมความพร้อมรองรับ ซึ่งพรรค พปชร.มุ่งมั่นที่จะดูแลฐานการผลิตรถยนต์ของไทยไปสู่ EV เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดรับกับกระแสโลก พร้อมๆ ไปกับสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้ยานยนต์สะอาด เพื่อลดฝุ่น PM 2.5” น.ส.ภาดาท์ กล่าว
ทั้งนี้นโยบายพรรค พปชร.ที่ผ่านมาได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะใน กทม.ที่ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชน เนื่องจากระบบขนส่งในกรุงเทพฯ ที่มีรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาปเป็นจำนวนมาก ซึ่งนโยบายที่ออกมาล่าสุดทั้งในเรื่องของเงินอุดหนุนรถยนต์คันละ 70,000-150,000 บาทต่อคัน และรถจักรยานยนต์ 18,000 บาทต่อคัน, การลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 8% เป็น 2% และรถกระบะเป็น 0%.


