• พูดคุยกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ชูนโยบายจัดการโครงสร้างเส้นเลือดฝอย มุ่งเป้าอยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสำหรับทุกคน
  • แนะ กทม. ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง คืนรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียวให้ รฟม.ไปบริหาร เพื่อควบคุมกำหนดค่าโดยสารที่เหมาะสม นำงบไปเพิ่มจำนวนรถเมล์แทน
  • นโยบายทุกอย่างที่คิดทำได้จริง มอง กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพที่เข้มแข็ง เคารพทุกคะแนนเสียง พร้อมตอบชัดๆ หากสอบตกไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จะไปทางไหนต่อ


เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ซึ่งเจ้าตัวเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ใครๆ คงรู้จักในฉายารัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ในเรื่องที่ได้ลงพื้นที่พบเจอปัญหาและนำมาสู่นโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขต่อไปหากได้รับเลือกจากคนกรุงเทพฯ เริ่มแรกในเรื่องของนโยบายหลัก จากการลงพื้นที่ 2 ปีกว่า มองเห็นว่า “อยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสำหรับทุกคน” ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับบางคน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่เป็นเมืองน่าเที่ยวมากกว่า 

ขณะที่หัวใจสำคัญที่สุดของหน่วยงานอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือ ต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตของคน และประสิทธิภาพของเมือง ซึ่งเรื่องแรกที่ชูคือ “โครงสร้างเส้นเลือดฝอย” เพราะเส้นเลือดใหญ่เราดี มีระบบรถไฟฟ้า อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ มหาวิทยาลัยระดับโลก แต่โครงสร้างเส้นเลือดฝอยยังอ่อนแอ ซึ่งปัญหาในส่วนของเส้นเลือดฝอยคนไม่ค่อยอยากทำ ทำแต่เส้นเลือดใหญ่เพราะเงินเยอะ มีโครงการเมกะโปรเจกต์ นโยบายแรกคือต้องบาลานซ์ระหว่างเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยให้ครอบคลุมกัน

...

ส่วนที่ 2 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ จะรอดได้หรือไม่ คนต้องเข้มแข็ง กระจายอำนาจให้คน พยายามสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมาก กรุงเทพฯ จะพัฒนาได้ไม่ใช่เพียง กทม.เข้มแข็ง แต่ต้องช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งดูแลกันเองได้ และภาคเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่จะแตกต่างจากผู้สมัครอื่นคือ การลงสมัครในนามอิสระ ไม่อยู่ใต้สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งการบริหารกรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นการขัดแย้งเรื่องนโยบายระดับใหญ่ แต่คือการทำงานจริงๆ และเราใช้ความเป็นอิสระนี้ประสานงานกับแนวร่วมได้จำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้คนจะเบื่อการเมือง แต่ก็อยากมาช่วย มีอาสาสมัครเข้ามาเกือบ 10,000 คน อยู่ในกลุ่มเพื่อนชัชชาติ เป็นสิ่งที่นึกไม่ถึงว่าจะมี

“นโยบายคือทำกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน และหัวใจเส้นเลือดฝอยที่เราละเลย เอาชุมชนกับประชาชนเป็นส่วนร่วม กระจายอำนาจออกไป”

วางไทม์ไลน์ในการหาเสียงอย่างไร หลังรัฐบาลบอกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วง พ.ค. 2565 นายชัชชาติ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมานโยบายตกผลึกแล้ว มีการกระจายนโยบายไปให้คนเห็น แล้วก็ลงพื้นที่ให้เยอะขึ้น จุดอ่อนของทีมเราคือไม่มีฐานเสียง เพราะไม่ได้เป็นพรรคการเมือง แม้จะเคยอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่จะไปอาศัยเขาหาเสียงไม่ได้ ช่วง 3 เดือนนี้คงต้องลงพื้นที่ให้ละเอียดขึ้น แต่ที่ผ่านมาก็คิดจนตกผลึกแล้วว่านโยบายเป็นอย่างไร นำรายละเอียดมาถ่ายทอดลงไปสู่ระดับรากหญ้า เชื่อว่ามีกลุ่มหนึ่งที่คอนเนคได้เรียบร้อยแล้ว คือ กลุ่มที่อยู่ในโซเชียลมีเดียที่เราสื่อสารได้ แต่กลุ่มที่อยู่ในชุมชน เราต้องทำงานให้หนัก ต้องลงละเอียดในแต่ละเขต แต่ละชุมชนให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็เดินลงพื้นที่ทั้งชุมชน และใช้โซเชียลมีเดียร่วมด้วย

สร้างสตอรี่ 100 ย่าน จัด 12 เฟสติวัล กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

อีกสิ่งที่แปลกคือ ที่ผ่านมา กทม.ไม่เคยพูดเรื่องเศรษฐกิจเท่าไร ไม่มีแม้กระทั่งสำนักที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เพราะมองว่าหน้าที่หลักคือ กวาดถนน ทำฟุตปาท แต่จริงๆ แล้ว กทม.มีบทบาทมากเหมือนเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพราะฉะนั้นเราเป็นเจ้าบ้าน เราต้องเป็นโปรโมเตอร์ อย่างพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ต้องหาพื้นที่ให้เขาขายได้อย่างถูกกฎหมาย ใช้ที่ของราชการที่ว่างอยู่ปรับเป็นตลาดให้คนเข้ามาขายได้ ไม่ต้องไปอยู่ในห้างที่ราคาแพง ติดถนนคนเดินได้ไหม ให้มีพื้นที่เอาของมาขาย ช่วยในเรื่องความรู้ เทรนนิ่งเรื่องการเงิน การปรับปรุงคุณภาพ ซึ่ง กทม.มีโอกาสที่จะทำให้ดีขึ้นได้หลายอย่าง วินมอเตอร์ไซค์ก็เป็นหัวใจ ราคาต้องถูกต้อง สามารถทำแอปพลิเคชันเพื่อให้ได้ราคามาตรฐานตามระยะทางและตามระเบียบ หากตอนนี้เป็น กทม. จะรณรงค์เริ่มจากวินมอเตอร์ไซค์อย่างน้อยก็เรื่องจอดให้คนข้ามทางม้าลาย ในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100,000 คันใน กทม. ถ้าทำให้ดีจะมีผลต่อเมืองมาก เพราะเป็นหัวใจของการเดินทาง อย่าไปคิดว่าเป็นหน้าที่คนอื่น กทม.ต้องดูแล ส่วนเรื่องเศรษฐกิจอย่างแม่ค้า การสร้างดีมานด์เป็นสิ่งสำคัญ

“กรุงเทพฯ มีย่านสำคัญเยอะแยะ เราจะลิสต์ 100 ย่าน และสร้างสตอรี่ของแต่ละย่านว่ามีของดีอะไร ให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้เกิดคนเที่ยวในประเทศ มาเที่ยวย่านในกรุงเทพฯ ให้ครบ ผมว่าอันนี้ กทม. ครีเอตสตอรี่แต่ละย่านได้ เราจะมี 100 ย่าน ทำอย่างน้อย 12 เฟสติวัล คือทุกเดือนต้องมีเฟสติวัลในกรุงเทพฯ เช่น เรื่องช็อปปิ้ง สปา เวลเนส (Wellness) ทำกิจกรรมให้มีทุกปี กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว

ก็คล้ายๆ กับกรุงเทพฯ เป็นเจ้าของห้าง ต้องจัดโปรโมชัน จัดสตอรี่ในห้าง เพื่อให้คนมาท่องเที่ยว มาเดิน ไม่ใช่เป็นเรื่องของเอกชนไปทำเอาเอง เป็นเรื่องที่เราต้องสร้างสตอรี่เพื่อทำให้เกิดดีมานด์ เหมือนในต่างประเทศเขาก็ทำเยอะแยะ มีเฟสติวัลต่างๆ อย่างบุรีรัมย์มาราธอน คนมาเที่ยวทั้งเมือง กรุงเทพมาราธอนจัดให้ขึ้นระดับโลกได้ไหม ผมว่าอะไรพวกนี้เป็นเรื่องครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative Economy) ที่ผ่านมาไม่มีใครเคยพูดเรื่องนี้ แต่ผมว่านี่คือหัวใจที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น กทม. ต้องเล่นบทเจ้าภาพที่เข้มแข็งขึ้นในการครีเอตดีมานด์ ไม่ใช่แค่กวาดถนน คลองสะอาด แต่ว่าเราต้องเปลี่ยน เมืองมันมาเพราะว่าเศรษฐกิจ เมืองคือตลาดแรงงาน ถ้าเกิดไม่มีเศรษฐกิจเมืองอยู่ไม่ได้”

การเข้าถึงเทคโนโลยีที่ชาวบ้านรากหญ้าเข้าไม่ถึง และไม่มีใครไปสอน เราคิดว่าจะมีอาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) ประจำชุมชน คือเด็กอายุต่ำกว่า 25 ปี ที่มีความรู้เทคโนโลยี อาจจะให้เงินเดือนไม่มาก แต่ใช้ช่วยดูแลเทคโนโลยีประจำชุมชน คอยสอนพ่อค้าแม่ค้า เอาข้อมูลชุมชนอัปเดตขึ้น Big Data คนเหล่านี้จะคอยแนะนำคนในชุมชนให้เข้าถึงเทคโนโลยี และจะเป็นตัวลิงก์นโยบายระหว่างกันกับเรา รวมถึงทำงานร่วมกับ อสม.ในพื้นที่ด้วย นี่เป็นแนวคิดหนึ่งที่จะดึงเด็กรุ่นใหม่มาเป็นพลังของชุมชน ข้อดีของ อสท. คือเมื่ออายุต่ำกว่า 25 ปี เขาก็จะอยู่กับชุมชนไปได้ยาว และจะช่วยพัฒนาต่อไป แม้ผู้ว่าฯ กทม. หรือรัฐบาลจะหมดสมัย เชื่อว่าจุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดย 2,000 ชุมชน จะใช้ อสท. 2,000 คน

เรื่องปากท้องหนึ่งในนโยบายที่ต้องโฟกัสมากที่สุด

ทางด้าน ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ หรือ ดร.ยุ้ย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หญิงเก่งหนึ่งในทีม กล่าวเสริมว่า เราต้องคิดก่อนว่าเมืองกรุงเทพฯ ไม่น่าอยู่สำหรับใคร และน่าอยู่มากๆ สำหรับใคร บางคนมองว่ากรุงเทพฯ น่าอยู่มากแล้ว ในขณะเดียวกันสำหรับบางกลุ่มก็เป็นความท้าทายรายวัน เราจะเจาะกลุ่มตรงนี้เป็นพิเศษว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เขากำลังต้องการคืออะไร หลังจากมาร่วมลงพื้นที่ประมาณ 5-6 เดือน เห็นชัดว่าเรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้คือปากท้อง ดังนั้นนโยบายหนึ่งที่เราต้องโฟกัสมากคือ ปากท้องของคนที่รู้สึกว่าวันนี้อัตคัด ทำให้กรุงเทพฯ ไม่ค่อยน่าอยู่ เป็นนโยบายหลักหนึ่งของเราที่จะออกมา

เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจ มักจะมองในรูปแบบของ SME, บริษัท แต่คำว่าเศรษฐกิจจริงๆ คนที่เดินดินธรรมดา คนที่เป็น salaryman (มนุษย์เงินเดือน) ก็มีคำว่าเศรษฐกิจในใจเหมือนกัน แต่สำหรับเขาคือ ค่าเดินทาง ค่าบ้าน แพงไปไหม เงินเดือนไม่มี จะตกงานหรือเปล่า คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเศรษฐกิจทั้งสิ้น ถ้าเราแก้เรื่องปัญหาที่อยู่อาศัย เรื่องการเดินทาง ให้ประหยัดลงได้ มีราคาที่เหมาะสม ก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ที่สำคัญเราต้องมั่นใจว่าคนที่อยากจะให้เข้ามาในตลาด ได้เข้ามาในตลาด เช่น แม่ค้าแผงลอย ถ้าเราไม่สามารถสื่อสารถึงเขาได้ เขาไม่สามารถเข้ามาในตลาดที่เราต้องการจะสร้างได้ด้วยซ้ำ เราอาจจะเคยได้ยินที่เขาพูดว่าทำไมไม่ปรับตัวเข้าออนไลน์ ประโยคนี้พูดง่าย แต่เวลาแม่ค้าทำจริงๆ ยาก ถ้ามีคนไปสอนเขาสามารถทำออนไลน์ได้ เพราะรอบๆ เขามีวินมอเตอร์ไซค์ที่พร้อมทำหน้าที่ส่งของให้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครสอน นี่คือเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่งที่คล้ายเส้นเลือดฝอย เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรเยอะ เขามีตลาด เพียงแต่ไม่มีศักยภาพในการเข้าไปหาตลาดได้ ดังนั้นเราจะมีหน้าที่ช่วยกันทำให้เขาสามารถเข้าไปหาตลาดได้ รวมไปถึงเรื่องการขายสินค้าในแอปพลิเคชันต่างๆ นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของการใช้เส้นเลือดฝอยมาคิดถึงการแก้ปัญหาของคนที่เป็นรากหญ้า

อย่าอ้างว่าไม่มีอำนาจ เพราะเหมือนการแก้ตัวว่าไม่อยากทำ

เรื่องของบุคลากรของ กทม. นายชัชชาติ มองว่ามีคนเก่งเยอะ แต่ขั้นแรกต้องเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ก่อนว่า หน้าที่เราคือบริการประชาชน หัวใจของเราคือ People Centric ต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ตอบสนองประชาชน ต้องกระจายอำนาจ เช่น การมีแพลตฟอร์มให้โหวต หรือให้ดาวการทำงานของผู้อำนวยการเขต ไม่ต่างจากการให้เรตติ้งร้านอาหาร ซึ่งวิธีนี้ทำได้เร็วโดยไม่ต้องแก้กฎหมายซึ่งใช้เวลานาน เป็นการให้พลังกับประชาชน และต้องเอาคนเก่งเข้ามาทำงาน เชื่อว่าคนเก่งมีเยอะ แต่บางคนอาจจะไม่ได้มีโอกาส ปัจจุบันข้าราชการ กทม. มีเกือบ 30,000 คน ลูกจ้างอีกราว 60,000 คน งบประมาณในส่วนของ กทม. อยู่ที่ 80,000 ล้านบาท และ 40% คือเงินเดือน หรือ 30,000 กว่าล้านบาท

ส่วนเรื่องการอ้างว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องบางปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข ก็เป็นทั้งข้อเท็จจริงและเป็นทั้งข้ออ้าง กทม. ต้องแอคทีฟกว่านี้ เราเป็นเจ้าบ้าน ถึงไม่มีอำนาจก็ต้องเป็นเจ้าภาพในการดูแลและประสานงานทั้งหมด เชื่อว่าปัญหาจริงๆ แล้วไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เป็นเรื่องซ้ำๆ เช่น เรื่องขยะ เราเริ่มทำให้สำเร็จสัก 1 ชุมชน หรือ 1 เขต ก็สามารถนำไปปรับใช้กับทั้ง 50 เขตได้ อย่างเรื่องรถติด เรื่องขนส่งมวลชน ก็มองว่ามีทางออก เราต้องตั้งเป็นซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command - การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์) กทม. กับตำรวจร่วมกันเรื่องการจราจร โดยให้ กทม. ลงทุนเรื่อง Intelligent Traffic Management System (ระบบที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาจัดการกับการจราจร) ประสานกับตำรวจมีเจ้าหน้าที่ไปประจำ อย่าไปบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ กทม. เป็นหน้าที่ตำรวจ วิธีแก้คือตั้งคอมมานด์เซ็นเตอร์ร่วมกัน

“เรื่องการขนส่ง ใจผมอยากให้ กทม. คืนบีทีเอส (BTS) กลับไปเลย บีทีเอสไม่ควรจะเอาไว้หรอก ควรจะให้ รฟม. ให้กระทรวงคมนาคมกลับไป จะได้เป็นเจ้าของเน็ตเวิร์กทั้งหมด จะได้จัดการค่าโดยสารได้ถูก เราขอส่วนแบ่งกลับมา ไม่ต้องมีหนี้เพิ่ม และเอาเงินที่เหลือไปจัดรถเมล์ได้มากขึ้น รถเมล์หลายที่ไม่พอ เพราะฉะนั้นรถไฟฟ้าให้รัฐบาลเขาทำ เพราะต้องใช้เงินเป็นแสนล้าน วิ่งไปถึงปากน้ำ (สมุทรปราการ) ถึงปทุมธานี แต่ กทม. โฟกัสรถเมล์ได้ไหม ทำรถเมล์เสริม ทำราคา 10 บาทนั่งตลอดสาย มีบัตรแตะเปลี่ยนรถได้ภายใน 2 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ไม่ต้องมีกระเป๋ารถเมล์ รถไม่ต้องใหญ่ ผมว่ามันมีวิธีที่จะแก้ได้ แต่อย่าไปอ้างว่าไม่มีอำนาจ ผมว่าอำนาจมันเป็นแค่เหมือนกับสิ่งที่เราไว้แก้ตัวว่าไม่อยากทำ”

ถ้าเราสามารถคืนตรงนี้ให้ รฟม.ไปบริหารได้ เราจะไม่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าทุกเจ้า กทม.อย่าไปหวงของ เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง คืนบีทีเอสให้ รฟม. ดูแลเป็น One owner (เจ้าของเดียว) ดูแลเรื่องค่าโดยสาร และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ส่วนเรื่องหนี้จริงๆ แล้วมาจากรัฐบาลให้ เพราะมาจากการทำส่วนต่อขยายออกนอกกรุงเทพฯ ออกไปถึงปากน้ำ ไปลำลูกกา หนี้ตรงนี้โยนให้ กทม.รับ ตามจริง กทม.ก็ไม่ควรจะรับเพราะอยู่นอก กทม. ฉะนั้นถ้าคืนให้ รฟม. ก็จะเหลือเพียงหนี้ที่ช่วงแรกให้เดินรถฟรี คิดจากภาพรวมประโยชน์ประชาชน เรื่องค่าโดยสารเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีผลกับเรื่องที่อยู่อาศัย ราคาที่ดิน เรื่องอื่นอีกมากมาย เราไม่ได้คอนโทรลคนเดียว ถ้าอยากเห็นภาพรวมถูกลง กทม.ก็ต้องร่วมมือกับรัฐบาล สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รู้ว่าทำราคายากเพราะบีทีเอสไม่ใช่ของกระทรวงคมนาคม แต่เป็นของ กทม. แม้จะออกนโยบาย แต่ไม่สามารถควบคุมบีทีเอสได้

ทางด้าน ดร.ยุ้ย ระบุต่อไปว่า การที่เราจะพูดว่าไม่ต้องรับผิดชอบเลยอาจจะไม่ถูก หลายอย่างต้องประสานกับทางรัฐบาล หรือนโยบายใหญ่ ตัวของ กทม.เองจะต่างกับกระทรวงเศรษฐกิจตรงที่ไม่มีนโยบายเชิงให้ได้มากนัก เช่น ให้ภาษี ให้เงิน จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่านโยบายเศรษฐกิจของ กทม. เหมือนไม่ทันใจ แต่ที่อยากทำคือการช่วยแก้ เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว และพยายามจะปรับใช้กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น จากการคำนวณกันดู เด็กจบใหม่เงินสมมติเงินเดือน 15,000 บาท จะมีค่าเดินทางประมาณ 20% ทำให้เขาไม่มีทางซื้อบ้านในราคาที่อยากซื้อได้ จึงกลายเป็นทางเลือกในการเช่าบ้าน หรือเลือกอยู่ไกล แต่ถ้าลดค่าเดินทางลงได้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับเด็กจบใหม่ รถไฟฟ้ายิ่งไกลแต่ค่าครองชีพของคนยิ่งแพง มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกัน เป็นจุดที่ไม่ลงตัวระหว่างผังเมือง ที่อยู่อาศัย และค่าเดินทาง หากแก้จุดนี้ได้จะสามารถทำบ้านราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ไม่กังวลเรื่องคู่แข่ง ขอโฟกัสที่การแก้ปัญหา

ในเรื่องคะแนนเสียง นายชัชชาติ ออกตัวว่า เราไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ส่วนตัวเป็นนักการเมืองเพียง 2 ปี แต่ไม่ว่าใครแข่งกับเรา ปัญหากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เปลี่ยน เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลเรื่องคู่แข่ง กังวลเรื่องการแก้ปัญหาดีกว่า เรากำลังแข่งกันหาโซลูชันให้กรุงเทพฯ ถ้าเราไปโฟกัสเรื่องคู่แข่งมาก สุดท้ายเราจะลืมโจทย์จริงๆ เราคิดละเอียดและหลายมิติมาก เราหวังว่าเราเสนอโซลูชันที่ดีที่สุดแล้วคนจะเลือก แต่หากคิดว่าจะไปแย่งกับใครมันเสียเวลา เราต้องมีนโยบายให้ครบถ้วนสำหรับคนทุกกลุ่ม คิดว่าวิธีที่จะชนะใจประชาชนคือนโยบายสำคัญ เหมือนเรากำลังนำเสนอชิ้นงาน

“นโยบายเศรษฐกิจกังวลเหมือนกัน ผมว่าประเทศบอบช้ำเยอะ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้น ที่จะช่วยเร่งให้ฟื้น ให้เขาดีขึ้น เรื่องอื่นๆ ก็ควรทำหมดแหละ แต่จะมีมิติไหนที่จะพลิกเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น กระตุ้นให้คนมาเที่ยวและจับจ่าย กทม. ไม่ใช่ง่ายและหนักใจ ไม่ใช่เป็นผู้ว่าฯ แล้วจะลั้นลา มันไม่มีเวลาฝึกงานหรอก ไปถึงก็ต้องลุยเลย ที่กลัวจริงๆ ไม่ได้กลัวแพ้ แต่กลัวทำได้ไม่ดี ผมว่าชีวิตคนขึ้นกับตำแหน่งผู้ว่าฯ เยอะนะ เลยต้องคิดเรื่องรายละเอียดให้ครบถ้วน”

ดร.ยุ้ย กล่าวเพิ่มว่า ถ้าต้องดูนโยบายคู่แข่งแล้วเปลี่ยนทุกวันจะทำงานอย่างไร จะกลายเป็นนโยบายรายวัน ไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ เหมือนการเอาชนะมากกว่า สิ่งที่เราทำคือเจอปัญหาอะไรก็แก้ตรงนั้น

ปัจจุบันใช้งบจัดการขยะเป็น 3 เท่าของการศึกษา

ในเรื่องของปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 นายชัชชาติ เผยว่า เป็น Seasonal (ตามฤดูกาล) กทม. ก็ต้องเอาจริงเอาจังในฐานะเจ้าบ้าน ขั้นแรกคือต้องมีการเตือนภัยล่วงหน้าที่ถูกต้องเพื่อให้คนป้องกันตนเองได้ ส่วนมาตรการกำจัดต้นตอมลพิษ กทม.ต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่าฝุ่นมาจากไหน รถที่เกิดควันดำทั้งหลายต้องผ่านมาตรฐานเรื่องควันดำก่อนเข้า กทม. ไม่ใช่มาจับระหว่างทาง แต่ทั้งนี้ต้นไม้ใน กทม.ช่วยได้มาก เราคิดว่าจะแจกกล้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ขณะเดียวกันก็ต้องนำสายสื่อสารลงดิน ไม่เช่นนั้นต้นไม้ก็จะโดนตัด และ กทม.ต้องมีรุกขกร หรือผู้เชี่ยวชาญดูแลต้นไม้ประจำเขตด้วย

สำหรับเรื่องขยะก็เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ปัจจุบันใช้งบประมาณในการกำจัดขยะ 12,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่สาธารณสุขใช้ 6,000 ล้านบาทต่อปี การศึกษา 4,000 ล้านบาทต่อปี เท่ากับว่าใช้เงินกับขยะเป็น 3 เท่าของการศึกษา และขยะเป็นเรื่องของ กทม. 100% ตามกฎหมาย หัวใจสำคัญคือการลดคอร์สในการดูแลขยะแล้วนำเงินที่เหลือไปทำคุณภาพชีวิตส่วนอื่น เริ่มจากการแยกขยะ ซึ่งปัจจุบันมองว่าไม่ค่อยมีการทำกันอย่างจริงจัง ในส่วนนี้ประชาชนเริ่มกันได้ อย่าหวังแต่ภาครัฐอย่างเดียว แต่เป็นความร่วมมือกัน

พร้อมกันนี้ ยอมรับว่านโยบายที่คิดนั้นหากได้ทำจริงอาจจะมีอุปสรรคที่คาดคิดไม่ถึง แต่ก็มีแผน 100 วัน และบางอย่างที่ทำได้ทำเลย เช่น เรื่องการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย, การเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใส (Open Data) ซึ่งมีชุดข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้อยู่แล้ว เพราะการจะเป็นสมาร์ตซิตี้ได้ต้องเริ่มจากการมี Data Base ที่เปิดเผยให้คนเข้าถึงได้ และจะลิงก์ไปถึงความโปร่งใส การใช้บริการที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากและเริ่มทำแล้ว, การปรับมายด์เซต การแจ้งปัญหาผ่านแพลตฟอร์มที่มีการแจ้งเข้ามาหลายพันเคสแล้ว

“ถ้าเกิดได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. จริง สิ่งเหล่านี้สามารถลุยได้ทันที ว่าเขตไหนมีปัญหาอะไรที่ประชาชนแจ้งเข้ามาบ้าง ซึ่งเวลา 100 วัน จะสามารถทำให้เห็นได้เลยว่าประสิทธิภาพของแต่ละเขตเป็นอย่างไรในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีนโยบายรถตรวจสุขภาพตามชุมชน คุยกับแพทย์ผ่าน 5G ซึ่งจะเริ่มทดลองทำในปีที่ 2 หากสำเร็จก็กระจายทำในทุกเขต ต้องมีแผนเป็นขั้นตอน ปีแรกต้องปรับมายด์เซตของพนักงานเจ้าหน้าที่ กทม. ให้มาลงเรือลำเดียวกับเราเพื่อไปด้วยกัน ทุกเรื่องต้องชัด 100 วันแรก ทำในสิ่งที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ทำในเรื่องเทคโนโลยี ปรับมายด์เซตให้กับประชาชนให้มากขึ้น ก็น่าจะเห็นได้ทันที”

สำหรับอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำนั้นมีความยาวเพียง 19.5 กิโลเมตร เหมือนเป็นทางด่วนระบายน้ำแค่เฉพาะบางจุด ต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้น้ำถึงอุโมงค์ได้ กทม.มีท่อระบายน้ำอยู่ 6,000 กิโลเมตร แต่ลอกเพียง 400 กิโลเมตร และควรลอกคลองด้วย จะสามารถรองรับการระบายน้ำเพิ่มได้อีกจำนวนมาก จุดที่ท่วมก็เป็นจุดเดิมๆ เรื่องการจอดให้คนข้ามทางม้าลาย หากตัวเรามีวินัยจะสามารถพัฒนาไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้ นอกจากนี้นโยบายที่กำลังคิดเพิ่มเติมคือผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวใน กทม. จะต้องปลอดภัยด้วย

ขณะที่เรื่องฟุตปาทซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกบ่นไม่แพ้กัน อาจจะทำทั้งกรุงเทพฯ พร้อมกันไม่ได้ แต่ทุกเขตจะรู้ว่าตรงไหนที่ต้องเริ่มทำก่อน ซึ่งต้องมีมาตรฐานให้ชัดเจนว่าฟุตปาทที่ดีคืออะไร และต้องขึ้นข้อมูลให้ประชาชนรู้ด้วยว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ กี่ปีซ่อมใหม่ ปัจจุบันที่ซ่อมแล้วซ่อมอีกก็คือจุดเดิม ผู้รับเหมาที่ทำไม่ดีก็ต้องโดนแบล็กลิสต์ เรื่องฟุตปาทไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน แค่ต้องใส่ใจและมีมาตรฐานให้ชัดเจน การเดินเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นหัวใจ ทั้งเรื่องสุขภาพ มลภาวะ เรื่องเส้นเลือดฝอยที่แท้จริง ถ้าเมืองที่เดินได้เศรษฐกิจรายถิ่นจะดี

ในเรื่องโครงสร้างรายได้นั้น มี 20,000 ล้านบาท ที่ กทม.เก็บเอง อาทิ ภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เหลืออีก 60,000 ล้านบาท รัฐเก็บและส่งให้ ส่วนหนึ่งจาก VAT จากภาษีป้ายทะเบียน แต่ตอนนี้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหายไปประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทในช่วงสถานการณ์โควิด 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีรายได้ก็ลดลงตาม แต่ กทม.ไม่ได้คิดจะหารายได้เพิ่มเท่าไร ทั้งที่มองว่าสามารถหารายได้จากการให้เอกชนเช่าป้ายโฆษณาได้ เพราะ กทม.เป็นเจ้าของป้ายโฆษณาเยอะที่สุด

ต้องเคารพเสียงประชาชน ถ้าสอบตกพร้อมมูฟออน

นายชัชชาติ คิดว่าหากจะได้รับเลือกให้ชนะการเลือกตั้งน่าจะต้อง 1 ล้านคะแนนขึ้นไป แต่ทั้งนี้การไม่มีเลือกตั้งมา 8 ปีนั้น ทุกปีมีเด็กรุ่นใหม่ใน กทม.เพิ่มขึ้นปีละ 60,000 คน ที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้ง ถ้านับ 8 ปี ก็เกือบ 500,000 คน ซึ่งเด็กสมัยใหม่เราต้องเคารพความคิดเขา ถ้าเขาอยากจะได้ใครมาเปลี่ยนแปลง เราต้องทำในสิ่งที่เราเป็น อย่าไปเฟก (Fake) พร้อมมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เลือกผู้ว่าฯ กทม. พร้อมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จะทำให้มีผู้ใช้สิทธิ์เลือก ส.ก.มากขึ้นด้วย และพร้อมที่จะดีเบตเพราะทุกนโยบายทำกันเองคิดอยู่ในหัว ทำได้ก็บอกทำได้ ทำไม่ได้ก็บอกทำไม่ได้ เราไม่พูดเกินจริง

ส่วนกรณีถ้าสอบตกแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ ขอพอแล้วกับการเมือง หลังจากนี้ก็คงไปทำธุรกิจ ทำงานเพื่อชุมชนแทน จะไม่เล่นการเมืองใหญ่แน่นอน เพราะขนาดถ้าเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนยังไม่เลือก แต่ส่วนตัวมองว่ามีตัวเลือกอีกมาก อย่าไปคิดว่าโลกขาดเราไม่ได้ มีเด็กรุ่นใหม่อีกเยอะที่ต้องให้โอกาสเขาขึ้นมา เราต้องมูฟออน แต่จะไม่ทิ้งงานสังคมเพราะได้เห็นปัญหาเยอะ ซึ่งบางทีอยู่ในภาคเอกชนก็สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่า เพราะภาครัฐมีเงื่อนไขเยอะ และพลังเหล่านี้มีมากในภาคเอกชนภาคประชาสังคม

นี่เป็นเพียงนโยบายจากหนึ่งในว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่นำเสนอให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ ส่วนการตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นพ่อเมืองคนใหม่จากผู้สมัครอีกหลายคน หลายพรรคการเมือง ก็อยู่ที่ชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่จะต้องออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่เห็นว่าตอบโจทย์ตรงใจ ขณะที่วันเวลาที่แน่นอนยังต้องรอความชัดเจนจากทั้ง กกต. มหาดไทย และ ครม. ซึ่งไทม์ไลน์คร่าวๆ วางไว้ช่วง พ.ค.ปีนี้ คาดว่าการหาเสียงลงพื้นที่และบรรยากาศการเลือกตั้งในครั้งนี้หากเกิดขึ้นจะเป็นไปด้วยความคึกคัก หลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อปี 2556.

ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun