ศบค. สั่งเข้มทำแผนเผชิญเหตุเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ใช้มาตรการ 6-6-7 และหากพบมีผู้ติดเชื้อ 1-2 คน ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน เพราะมีผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก

วันที่ 12 ม.ค. 65 ที่ทำเนียบรัฐบาล แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวว่า ที่ประชุมอีโอซี กระทรวงสาธารณสุข ได้หารือถึงเรื่องการปิด-เปิดโรงเรียน และสถานศึกษา เพราะจากสถานการณ์ในขณะนี้ทำให้ส่วนใหญ่ สถาบันการศึกษาหลายแห่งปรับการเรียนการสอนมาเป็นออนไลน์

โดยทางกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงสาธารณสุข ประชุมร่วมกันและจัดทำมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ทำแผนเผชิญเหตุในกรณีพบการติดเชื้อของนักเรียนนักศึกษาหรือบุคลากรในโรงเรียน

ซึ่งก่อนหน้านี้อัตราการติดเชื้อในนักเรียน-นักศึกษา อายุตั้งแต่ 0-19 ปี พบว่า ในวันที่ 7 ม.ค. 2565 ที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศถึง 7,526 คน มีเด็กนักเรียนนักศึกษาติดเชื้อถึง 1,048 คน คิดเป็น 13.9% โดย 10 จังหวัดที่มีการติดเชื้อมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ 282 ราย ชลบุรี 105 ราย อุบลราชธานี 91 ราย สมุทรปราการ 60 ราย และพังงา 56 ราย ซึ่งสาเหตุการติดเชื้อมาจากการสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน ที่มาจากครอบครัว ส่วนครู สัมผัสผู้ป่วยยืนยันมาจากเพื่อนร่วมงาน

โดยหลักการในการจัดการป้องกันควบคุมโรคในโรงเรียนหรือสถานศึกษา มีการดำเนินการโดยใช้มาตรการที่เรียกว่า 6-6-7 คือ 6 มาตรการหลัก ได้แก่ เว้นระยะ สวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือ วัดไข้ ไม่ทำกิจกรรมที่มีคนแออัดจำนวนมาก 6 มาตรการเสริม ได้แก่ ให้ใช้ช้อนกลางส่วนตัว ลงทะเบียนก่อนเข้าและออกโรงเรียน หรือสถานศึกษา และ 7 มาตรการเข้มงวด ซึ่งเป็นมาตรการที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ ได้แก่ ประเมินด้วยแอปพลิเคชันไทยสต็อปโควิดพลัส นอกจากมาตรการ 6-6-7 ดังกล่าวแล้ว ในการที่จะเปิดเรียนจะต้องได้รับวัคซีนเกิน 75% เด็กนักเรียนได้รับการฉีดวัคซีน ช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป ตรวจคัดกรองด้วย ATK เป็นระยะก่อนเข้าเรียน

ทั้งนี้ เมื่อเจอผู้ติดเชื้อ 1-2 ราย ในโรงเรียน ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ เช่น สอบสวนโรค ปิดห้องเรียนแค่ 3 วัน ทำความสะอาดอาคารเรียน โดยไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน เพราะมีผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก