“ลุงตู่” เปิดทำเนียบให้เด็กนั่งเก้าอี้นายกฯ ในวันเด็กแห่งชาติ พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหาจากตัวแทนเยาวชน ย้ำ ต้องยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ และขอให้ทุกคนรักประเทศไทย
วันที่ 8 ม.ค. 2565 ในรายการกิจกรรมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พาตัวแทนเด็กเยาวชน 5 คน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กและเยาวชนในอนาคต พร้อมทั้งพูดคุยกับเด็กเยาวชนถึงความสนใจในด้านต่างๆ และความใฝ่ฝันถึงอาชีพที่อยากทำในอนาคต โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสามารถของเด็กๆ พร้อมอวยพรขอให้เรียนวิชาที่ชอบอย่างสนุก ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และขอให้ทุกคนมีความฝัน มีความตั้งใจในสิ่งที่อยากทำ ตั้งเป้าอนาคตของตนเอง ค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบเพราะอาจมีหลากหลายด้าน ขอให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดา มารดา เพื่อที่ได้เป็นหนึ่งในพลังการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าด้วยกัน
...
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ พูดคุยกับตัวแทนเด็กนักเรียนเยาวชนดีเด่นจากหลายสถานศึกษา ที่มีความประพฤติดีและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในด้านวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา รวม 19 คน โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีที่ได้พบกับลูกหลานทุกคน ซึ่งการพบปะในครั้งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่า คนรุ่นกลาง และคนรุ่นใหม่ แต่เราก็เป็นคนยุคเดียวกัน ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของทุกคนที่ได้เป็นตัวแทนของเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติของเรา รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่อุทิศต่อการทำงานเพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม ดังคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ว่า “รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม” ซึ่งหมายถึง คิดจะทำอะไรก็ต้องรอบคอบ ที่สำคัญที่สุดนอกจากตัวเราและครอบครัวแล้ว ต้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วย เพราะเราคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แผ่นดิน ผืนน้ำ ป่าไม้ ภูเขา
ทั้งนี้ ความสำเร็จต่างๆ ของทุกคนก็เป็นเครื่องยืนยันว่าคนไทยเราไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร จากสถิติการไปแข่งขันในหลายประเภทก็ได้รับรางวัลในหลายสาขา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าทุกคนจะสร้างชื่อเสียง สร้างอนาคตให้กับประเทศไทยในเรื่องของการพัฒนา ความก้าวหน้า อีกทั้งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ยินดีที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของเยาวชนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมยินดีอย่างยิ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาล เพื่อจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศของเราไปในทางที่ดีขึ้น
“ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมีเสถียรภาพ การเคารพกฎหมาย และยึดถือยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเติบโตมาแล้ว 800 กว่าปี ทุกคนต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่ยุคสมัยเราเกิดมาแต่มีมายาวนาน”
จากนั้น น.ส.ณัฐนรี ศรีอภิรัฐ ตัวแทนเยาวชนจากวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน กล่าวถึงการอยากศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ยังมีบางคณะ บางสาขา และหลายมหาวิทยาลัยของรัฐ กำหนดคุณสมบัติไม่รับวุฒิ ปวช. จึงอยากขอให้เปิดโอกาสนักเรียนวุฒิ ปวช. ได้ทำตามความฝัน ได้มีสิทธิ์ ได้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ปัจจุบันที่นั่งของมหาวิทยาลัยมีมากกว่านักเรียนที่เข้าสอบ แปลว่ามหาวิทยาลัยยังรองรับได้อยู่ เพราะเด็ก ปวช. ทุกคนเทียบเท่า ม.6 อยู่แล้ว อาจให้มีการลองไปปรับสาขาหรือระบบว่าต้องรองรับอย่างไร สิ่งที่มีอยู่แล้วเดิมคือหน่วยกิตที่ให้ตรงกับสาขาการรับตรง หรือถ้าเป็นระบบสอบก็ให้เป็นการสอบที่ใช้ข้อเขียนเป็นหลัก เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลคือให้ทุกคนสามารถเรียนอะไรก็ได้ ขอฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดูระเบียบต่างๆ ด้วย
น.ส.สลิตา ตันติประภาส ตัวแทนเยาวชนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวถึงกรณีปัญหาด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ที่มีปัญหาจากความเครียดและการเข้าสังคม อยากให้ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตในแต่ละโรงเรียน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ตอบว่า ปัจจุบันมีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ส่งผลให้มีการบ้านเยอะ พักผ่อนน้อย ซึ่งได้ให้มีการปรับกระบวนการการสอบวัดผลไปบ้างแล้ว และมุ่งเน้นการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จัดการเรียนการสอนแบบ On Demand ทบทวนกลุ่มสาระวิชา ให้เด็กสามารถเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำให้ประสานสอดคล้องกันตั้งแต่เด็กประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา พร้อมยังแนะให้กระทรวงศึกษาธิการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้มีการเข้ามาพูดคุยกับเด็กๆ เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาความเครียด โรคซึมเศร้าด้วย
ต่อมา นายวัตร แสงหงส์ ตัวแทนเยาวชนจากโรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรม ขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยผลักดันระบบอินเทอร์เน็ตให้ดีขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ต้องกลับไปเรียนออนไลน์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า รัฐบาลได้วางโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตต่างๆ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ปรับหลักสูตรพัฒนาครูให้สามารถเรียนออนไลน์ได้ รวมถึงมอบหมายให้ กสทช. ดูแลในด้านค่าใช้จ่ายตามงบประมาณ และขอให้นักเรียนทุกคนมีสมาธิเมื่อเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน คอยปรึกษาเพื่อน หรือการเรียนรู้ในชุมชนด้วยกัน
ทางด้าน น.ส.อมินตา เพิ่มพูนวิวัฒน์ ตัวแทนเยาวชนจากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน กล่าวถึงความสนใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมภูมิอากาศ และอยากให้การศึกษาในระบบที่จะสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับ Climate Change เข้าไปในแต่ละวิชา และเน้นการลงมือทำในการศึกษานอกระบบ ลงมือแก้ไขแบบ Project-based พร้อมส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย และอยากให้ภาครัฐและประชาชนร่วมกันสร้างสังคม Zero Waste ไปด้วยกันน้ัน นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะคืออนาคตของลูกหลานพวกเรา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม COP26 มา และได้จัดทำแผนแม่บทไว้แล้ว กำหนดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม และในเรื่องของการเรียนรู้ ต้องมีเรียนรู้นอกจากตำรา หรือ Active Learning คือไปศึกษาเรียนรู้แล้วปฏิบัติจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ชุมชนของตัวเอง รู้จักบ้านตัวเอง รู้จักตำบล อำเภอ ชุมชน หมู่บ้านตัวเอง
น.ส.พัทธ์ธีญา ยงค์สงวนชัย ตัวแทนเยาวชนจากโรงเรียนนานาชาติไทยจีน บอกนายกรัฐมนตรีถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม โดยยังมีโรงงานหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ละเลยเรื่องสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบทางลบต่อประชาชน ทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจสังคม อยากให้ชาวบ้านได้รับการเยียวยาและธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมีการเดินหน้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเริ่มจากตัวเราทุกคน ควรเริ่มต้นโดยการให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมาย กรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะก็ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการใช้ถ่านหิน แต่ปัจจุบันถ่านหินลดลง ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ เครื่องจักร และปรับเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่เหมาะสม มุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด และดำเนินการเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชนที่ใช้วัสดุทางการเกษตรเป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า เพื่อกำจัดวัชพืช และปลูกพืชที่สามารถเป็นพลังงานได้ รวมถึงปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไปด้วยเช่นกัน
นอกจานี้ น.ส.อภิญญา เจียมศักดิ์ ตัวแทนเยาวชนจากโครงการเด็กอวด (ทำ) ดี ได้สรุปโครงการจิตอาสาที่เด็กและเยาวชนได้ร่วมกันทำในทำนองเพลงพื้นบ้านโบราณของไทยเพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้รับฟัง โดยในตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ แนะให้เด็กและเยาวชนค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมโดยการอ่านหนังสือ แสวงหาความรู้จากการปฏิบัติจริงในสังคม ขอให้ทุกคนรักประเทศไทย นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้พบปะและรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่ และคอยติดตามข้อมูลที่เป็นประโยชน์ผ่านทางโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ.