"ศุภชัย" แจง นโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" เป็นการต่อยอด "บัตรทอง" พัฒนางานบริการประชาชน เผย "อนุทิน" ย้ำต้องดีขึ้น ไม่มีวันจางหายไปจากประเทศไทย

เมื่อวันที่ 5 ม.ค.65 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "Suphachai Jaismut" ระบุว่า ให้ต่อยอดดีกว่าถูกทำลาย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านเดินหน้าพัฒนางานด้านบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างทั่วถึง เท่าเทียม 30 บาท รักษาทุกที่เป็นนโยบายที่ท่านขับเคลื่อนอย่างหนักตลอดปีที่ผ่านมา นี่คือนโยบายที่พัฒนาขึ้นมาจากนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคของรัฐบาลไทยรักไทย นี่เป็นนโยบายที่ดีมาก ซึ่งท่านอนุทินก็อยู่ในรัฐบาลชุดนั้นด้วย ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยกันปลุกปั้นขึ้นมา แต่ก็มีเรื่องที่ต้องแก้ไข เพราะแต่เดิมผู้ป่วยใช้สิทธิ์ได้ตามสถานพยาบาลที่กำหนดเท่านั้น เป็นข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย ยังเป็นเอกสาร ยังเป็นกระดาษต้องรวบรวมไว้ ณ ที่หนึ่งเป็นหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกเมื่อผู้ป่วยมารับบริการ ประวัติต่างๆจะรวมอยู่ที่สถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งง่ายต่อการวินิจฉัยรักษา" 

"ทว่าหากเกิดการเจ็บป่วยนอกพื้นที่ นี่คือความยากลำบาก เพราะหากจะใช้สิทธิ์ก็ต้องดั้นด้น กลับมาที่โรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ หรือถ้าไปใช้สิทธิ์รับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ก็ต้องหาช่องทางกลับไปเอาใบส่งตัว ซึ่งมีความยุ่งยากวุ่นวายไม่น้อย ขอย้ำว่านี่เป็นปัญหาของเทคโนโลยีสมัยนั้น ผมไม่ได้บอกว่านโยบายบัตรทองย่ำแย่แต่อย่างใด นี่คือนโยบายที่ดีมากๆ ผมมีเพื่อนบ้านก็รอดตายเพราะนโยบายนี้" นายศุภชัย ระบุ

...

นายศุภชัย ระบุต่อว่า แต่เมื่อผ่านมาแล้ว 20 ปี เทคโนโลยีการสื่อสารมันพัฒนาขึ้นมาก มันได้ทลายข้อจำกัดด้านการส่ง DATA จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งแล้ว ทุกโรงพยาบาลมีเครือข่ายข้อมูลกลาง สามารถส่งข้อมูลถึงกันและกันได้ ความคล่องตัวที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการรับบริการในสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ แต่สมควรจะเข้ารับการรักษาต่างพื้นที่ได้ เพียงแต่ต้องมีการออกกฎกรอบมารองรับ ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติ จึงเป็นที่มาของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ซึ่งนำร่องใช้มาแล้วในหลายพื้นที่ พบว่าใช้ได้ดีเป็นที่ถูกใจของประชาชน และปีนี้ 2565 จะยกระดับกระจายการให้บริการให้ทั่วถึงทั้งประเทศ หากประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่หน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ แล้วเกิดการเจ็บป่วยที่ไม่ใช่กรณีป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการในระบบบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ" นายศุภชัย ระบุ 

นายศุภชัย ระบุต่อว่า การยกระดับนโยบายนี้ เพราะท่านอนุทินเชื่อว่าประชาชนที่เจ็บป่วย อาจมีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการในพื้นที่นอกหน่วยบริการ ที่ตัวเองลงทะเบียนไว้ ซึ่งที่ผ่านมาอาจต้องถูกเรียกให้กลับไปรับใบส่งตัวมาอีกครั้ง อันเป็นความทุกข์ของประชาชน ดังนั้นท่านจึงได้ประกาศแนวทางนี้ให้เป็นนโยบาย และเป็นของขวัญปีใหม่ 2565 แก่พี่น้องประชาชน

นายศุภชัย ระบุต่อว่า ขอย้ำว่าการยกระดับบัตรทอง เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ท่านได้มอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ โดยเน้นใน 4 บริการ ได้แก่ 1.ประชาชนที่เจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัว ในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ หรือ 30 บาทรักษาทุกที่ 2.ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว 3.โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ และ 4.ย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีๆที่ท่านใช้บทบาทหน้าที่ เพื่อยกระดับงานบริการคนไทย และตนก็เชื่อว่าหลายคนยินดีกับเรื่องนี้ แต่บางคนกลับเห็นต่างๆ และไปกล่าวหาว่าท่านลอกการบ้านรัฐบาลโน้น ประเด็นคือ รัฐบาลโน้น ท่านอนุทินก็ร่วมทำงานอยู่ด้วย ร่วมอยู่ในการประเดิมนโยบายนี้ในช่วงตั้งไข่ 3-5 ปีแรก ในฐานะของ รมช.กระทรวงสาธารณสุข

นายศุภชัย ระบุต่อว่า นอกจากนี้ในเมื่อนโยบายดี ก็ควรจะต่อยอดให้ดีขึ้น ตนว่าน่าชื่นชมนะ กับการพัฒนางาน เพื่อยกระดับงานบริการประชาชน ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ตนว่าเป็นเรื่องน่ายินดี อีกทั้งการทำงานของท่านอนุทิน ยังให้เกียรติรัฐบาลที่ริเริ่มโครงการนี้ เพราะ KEY WORD คำว่า 30 บาท ยังอยู่ครบ ไม่ได้ต้องการจะลบภาพจำแต่อย่างใด 

"ที่สำคัญที่สุด จำได้หรือไม่ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ถูกแรงเสียดทานและมีกระบวนการพยายามทำให้หายไปอยู่ตลอดในรอบหลายปีหลัง แต่ก็เป็นท่านอนุทินที่ยืนยันความจำเป็นของนโยบายบัตรทองว่า ต้องมีต่อและต้องทำให้ดีขึ้น ท่านยืนยันว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ การเกิดขึ้นของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จึงเป็นเครื่องยืนยันเจตนารมย์นั้น พร้อมตอกย้ำว่าตราบใดที่ท่านยังดำรงตำแหน่งอยู่ตรงนี้ นโยบายบัตรทองต้องดีขึ้น  และไม่มีทางหายไปจากประเทศไทย" นายศุภชัย ระบุต่อ #30บาทรักษาทุกที่