ศบค. อัปเดต “อาการโอมิครอน” พบไอมากที่สุด เผยสัดส่วนสายพันธุ์ในไทยช่วงระวันที่ 24-26 ธ.ค. 64 Omicron กำลังไล่ตามเดลตา

วันที่ 27 ธ.ค. 2564 แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงในช่วงหนึ่งถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโอมิครอน หรือ โอไมครอน (Omicron) ในประเทศไทย ที่วันนี้มีรายงานยอดผู้ติดเชื้อยืนยันมากถึง 514 รายแล้ว และยังมีผู้สัมผัสใกล้ชิดติดเชื้อจากผู้ป่วยยืนยันไปแล้วถึง 10 จังหวัด กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม รวม 125 ราย (อีก 97 ราย รอยืนยันสายพันธุ์) ลำพูน 4 ราย, อุดรธานี 6 ราย, สุรินทร์ 1 ราย, ภูเก็ต-กระบี่ 2 ราย, ปัตตานี 7 ราย และ กทม. 2 ราย

...

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลตัวอย่างผู้ติดเชื้อโอมิครอน 41 ราย พบว่ามีอาการน้อยมาก ส่วนอาการที่พบมีดังนี้

ไอ 54%
เจ็บคอ 37%
ไข้ 29%
ปวดกล้ามเนื้อ 15%
มีน้ำมูก 12%
ปวดศีรษะ 10%
หายใจลำบาก 5%
ได้กลิ่นลดลง 2%

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการติดเชื้อโอมิครอนมีการติดเชื้อในลักษณะที่เป็นระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ลงปอด จึงเป็นการยาก เพราะอาจจะทำให้พบเจอผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ปะปนมารับประทานอาหารร่วมกันกับเรา อยู่ในสถานที่ทำงานเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมีการระมัดระวัง โดยกระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำให้สวมหน้ากากอนามัย หรือสวมหน้ากาก 2 ชั้น ยังสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับยาที่ใช้รักษาจากข้อมูลเท่าที่มีบันทึก 20 ราย ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) 10 ราย อาการดีขึ้นใน 24-72 ชั่วโมง หลังรับยา และให้ยาไปจนครบ 5 วัน

สำหรับสัดส่วนสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังแบ่งตามกลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-26 ธ.ค. 2564 ข้อูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า กลุ่มผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ 333 ตัวอย่าง ตรวจพบสายพันธุ์โอมิครอน 2 ใน 3 คือ 56.2% รองลงมาเป็นเดลตา 43.5%

ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-26 ธ.ค. 2564 จำนวน 698 ตัวอย่าง พบเป็นสายพันธุ์เดลตามากที่สุด 55.4% และโอมิครอน 44.3% ส่วนอัลฟา 0.3%

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เริ่มมีดารรายงานสายพันธุ์โอมิครอน ทั้งที่เป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ รวมทั้งเริ่มติดเชื้อในประเทศจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ทำให้ทั้งไทยและหลายประเทศมีมาตรการตอบโต้สายพันธุ์โอมิครอน โดยการแนะนำให้ประชาชนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือเข็มที่ 3 เพราะยังเป็นอาวุธที่ยังทรงประสิทธิภาพ งานวิจัยทั่วโลกก็รายงานสอดคล้องกัน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็ม 3

นอกจากนี้ยังขอให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ารับวัคซีนเข็มที่ 4 ด้วย ซึ่งการแพร่ระบาดอาจจะกลับมามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น การปกป้องระบบสาธารณสุขให้บุคลากรยังสามารถรองรับการแพร่ระบาดหรือการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน จึงต้องดูแลสุขภาพบุคลากรทางการแพทย์เป็นอันดับ 1 รวมทั้งประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคเรื้อรังก็สามารถเข้ารับเข็ม 4 ได้เช่นกัน.