เหยื่อโควิด-ญาติ บุกทำเนียบฯ จี้ “บิ๊กตู่” เข้มคุมโควิด-19 สกัดปัจจัยเสี่ยงนำสู่การระบาดหลังปีใหม่ วอนฝ่ายการเมืองหยุดวาทกรรม “โควิดกระจอก” ซ้ำเติมผู้สูญเสีย
วันที่ 27 ธ.ค. 64 ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายชุมชนสู้โควิด-19 ประกอบไปด้วย อดีตผู้ป่วยโควิด-19 ผู้สูญเสียพ่อแม่ญาติพี่น้องจากโควิด-19 และแกนนำชุมชนที่ลุกขึ้นมาปลุกพลังชุมชน ต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 กว่า 50 คน นำโดย นายนิวัฒน์ ทองประเสริฐ ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนสู้โควิด-19 ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่อแสดงความห่วงใยต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงเทศกาลปีใหม่
ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “โควิดไม่กระจอก ยังอันตราย เพราะคนเจ็บตายคือพี่น้องกู” โดยมีการเชิดสิงโตสวมหน้ากากอนามัย ถือป้ายข้อความ อาทิ โควิดยังอยู่ ไม่ตั้งวงมั่วสุม เดินทางปีใหม่ ตรวจ ATK ทั้งไปและกลับ เดลตาก็มี โอมิครอนก็มา การ์ดอย่าตกนะ และอย่าย่ามใจ ฉีดวัคซีนก็ติดได้ เป็นต้น
...
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า การะบาดของโรคโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2 หมื่นคน และมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 2 ล้านคน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รายได้ การจ้างงาน และความเป็นอยู่ของครัวเรือน ประชาชนจำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ปัจจุบันก็ยังมีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2-3 พันรายต่อวัน ประกอบกับขณะนี้พบเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์ทำให้เชื่อว่าสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อในไทยแล้วกว่า 200 ราย และในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งจะมีผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว สังสรรค์กินดื่มจำนวนมาก แม้แต่การตั้งวงพนัน ซึ่งก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ได้เช่นกัน
จากสถานการณ์ดังกล่าวเครือข่ายชุมชนสู้โควิด-19 จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อนายกฯ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 ดังนี้
1.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะกับสถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับ บาร์ ร้านอาหาร ร้านค้าที่จำหน่ายสุรา เจ้าหน้าที่ต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ และขอวิงวอนผู้ประกอบที่จำหน่ายเหล้าเบียร์ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ตามข้อกำหนดทางด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ไม่ฉวยโอกาสกระตุ้นยอดขาย ส่งเสริมการขาย เพื่อดึงดูดลูกค้าจนมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจนแออัด ป้องกันการเกิดคลัสเตอร์โควิด-19 ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้
2.ขอให้กิจกรรมฉลองปีใหม่ที่จัดขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน จำกัดจำนวนคนเข้าร่วม ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และงดขาย-ดื่มเหล้าเบียร์ภายในบริเวณงาน ตลอดจนควรกำหนดพื้นที่โซนนิ่งห้ามขายเหล้าเบียร์รอบสถานที่จัดกิจกรรมด้วย เพื่อลดปัญหาและผลกระทบที่จะตามมาจากคนเมาซึ่งกินดื่มอยู่ใกล้สถานที่จัดงานเข้ามาสร้างปัญหาภายในงาน
3.ขอเชิญชวนประชาชนช่วยกันหยุดทุกพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโควิด-19 งดตั้งวงสังสรรค์เหล้า ยา วงพนัน และปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อย่าชะล่าใจเพราะแม้ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อได้ ยิ่งปัจจุบันมีการพบเชื้อโอมิครอนในประเทศแล้ว ยิ่งต้องเข้มงวดตัวเองให้มาก การ์ดอย่าตกเด็ดขาด
4.ขอรียกร้องให้ประชาชนที่จะเดินทางไปต่างจังหวัด ตรวจ ATK ทั้งก่อนไปและกลับ และขอให้ภาครัฐจัดหา ATK ที่มีคุณภาพ ราคาประหยัด ให้ประชาชนเข้าถึงง่ายโดยเร็วที่สุด
5.ขอให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสียพ่อแม่ญาติพี่น้องจากโรคโควิด-19 และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ บุคลากร อาสาสมัคร หน่วยงาน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการฝ่าฟันกับวิกฤติโควิด-19 และขอให้ฝ่ายการเมืองหยุดสร้างวาทกรรมที่ทำร้ายจิตใจผู้สูญเสีย เราในฐานะผู้ได้รับผลกระทบขอยืนยันว่า “โควิดไม่กระจอก มันยังอันตราย เพราะคนเจ็บ-ตายคือพ่อแม่ญาติพี่น้องของเรา”
ด้าน นางวงศ์จันทร์ จันทร์ยิ้ม ผู้สูญเสียคนในครอบครัวจากโควิด-19 และแกนนำเครือข่ายชุมชนสู้โควิด เคหะชุมชนคลอง 9 กล่าวว่า ในการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ระลอกที่ผ่านมา เราพบว่าการดูแลของภาครัฐเข้าไปไม่ทั่วถึงทั้งการตรวจ การรักษา และวัคซีน มีข้อจำกัดอยู่มาก ทำให้ตน สามี และคนในชุมชน รวมตัวออกมาช่วยเหลือกันเอง ทั้งการให้ความรู้ การตรวจหาเชื้อ การประสานส่งต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและสถานการณ์เตียงที่ไม่ยากลำบากเหมือนก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นเดือน พ.ย.พบว่ามีคนในชุมชนเป็นคนขับรถส่งลูกชิ้นที่ลำลูกกา ปทุมธานี เกิดการติดเชื้อทั้งบ้าน อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับซุ้มไก่ชนทำให้มีการแพร่ระบาดขึ้น ต่อมาพบว่าร้านค้าในชุมชนเกิดการติดเชื้อด้วย ตอนนั้นตนได้จ้างคนงานจำนวนหนึ่งมาสร้างบ้าน และมารู้ว่าไปสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว จึงให้ทั้งหมดมาตรวจหาเชื้อฯ ผลออกมาเป็นบวก โดยน้องชายตนกลับไปอยู่บ้านและแพร่เชื้อต่อให้กับพี่สาวแท้ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางเพราะมีโรคประจำตัวทั้งเบาหวาน ความดัน เมื่อส่งต่อไปรักษาที่ รพ. และ รพ.สนาม รวม 30 วัน
“พี่สาวมีอาการเชื้อลงปอด รักษาที่ รพ.สนาม จนไม่มีเชื้อโควิดแล้ว แต่ยังมีอาการหนัก คุยกับทางคุณหมอก็บอกว่าปลายทางก็เป็นเหมือนเดิม เราจึงตกลงกันว่าจะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ แต่จะดูแลให้พี่สาวจากไปอย่างไม่ทรมาน ทั้งนี้จึงประสานส่งต่อมารักษาที่ รพ.ตามสิทธิ์ เพื่อที่อย่างน้อยเราจะได้เยี่ยม ได้เห็นหน้ากันก่อน แค่เกาะกระจกมองก็ได้ แต่ทาง รพ.อ้างว่าจะทำให้ผู้ป่วยบอบช้ำ จึงไม่ได้ย้าย จนกระทั่งพี่สาวเสียชีวิต ต้องจัดงานศพทุกอย่างเร็วไปหมด นี่คือความเจ็บปวดล่าสุดของครอบครัวเรา เพราะฉะนั้นในช่วงปีใหม่นี้กังวลว่าคนกลับภูลำเนาเยอะอาจจะเสี่ยงเกิดการระบาดอีกได้ จึงพยายามบอกกับทุกคนว่าโควิดมันไม่ใช่โรคกระจอก มันติดจริง และตายจริง ขอให้ทุกคนป้องกันตัวเอง ปกป้องคนในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง การตรวจเอทีเค ก่อนเดินทาง และกลับจากต่างจังหวัด จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง” นางวงศ์จันทร์ กล่าว.