ในหนังสือ “อยู่อย่างชาวสยาม” (สำนักพิมพ์แสงแดด พ.ศ.2541) เรื่อง “ดงนักเลง” เอนก นาวิกมูล เริ่มต้นเรื่อง พ่อเพลงวิเศษชัยชาญ อ่างทอง “พ่อบัวเผื่อน” ว่าเป็นพ่อเพลง เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เวลารำแล้ว รำให้ป้อ สวยไม่แพ้หวังเต๊ะ
แต่พอรู้ว่า พ่อเพลงมีวิชานักเลงเต็มตัว จึงติดใจ หลายครั้งตามคุยถึงบ้าน
พ่อบัวเผื่อน เกิดปี 2460 ที่บ้านห้วยโรง ตำบลห้วยคันแหลน คนบ้านนี้เลี้ยงควาย เวลามีงานบุญ ก็มักผูกปีติกับคนบ้านช่องน้ำใหล ซึ่งเลี้ยงวัวที่อยู่ติดกัน
งานบุญวัดเดียวกัน คนบ้านห้วยโรง คนบ้านช่องน้ำใหล นั่งฟังพระสวดมนต์อยู่คนละแถบ หนุ่มห้วยโรงอย่างพ่อบัวเผื่อนก็ไปได้เมียบ้านช่องน้ำใหล หนุ่มช่องนํ้าใหลหลายคนก็ได้เมียบ้านห้วยโรง
ผูกสมัครรักใคร่กันอย่างนี้ พ่อบัวเผื่อนหลุดประโยค “แต่ก่อนเขารำนี่ เขาจะตีกัน” คุณเอนกติดใจ ต้องถามต่อ
“ไม่ว่าจะรำดาบ รำกระบอง ไม่ใช่อึกอักตีกันเชียวหรอกเขามีเต้น มีท่า มีโดด มีล่อ ย่างสองขุม สามขุม มีดาบ เขารำดาบ ทางโน้นรำเข้ามา ทางนี้ก็รำเข้าไป พอใกล้ได้ท่าก็ฟันกัน ถ้ามีตะพดก็ใช้ตะพดตี”
ท่ารำดาบ รำกระบอง เอนกให้ความรู้ว่า น่าจะได้มาจากท่ารำพัดชา รำตอนตอนทอดเชือก ตามเชือก ผูกช้าง พิธีของพราหมณ์ที่เคยได้ไปดูมากับตา ในพิธีพราหมณ์ตัวจริง
ย้อนมาเรื่องดาบ “ฟันกันเป็นคู่ๆตรงหน้าใครหน้ามัน ตั้งแถวกันนะ ก่อนจะตีกัน เขายืนเข้าตับกันเลย ข้างเรามากี่คนก็ยืนตั้งตับเป็นหน้ากระดาน คนมากน้อยสู้กันไปไม่มีกลัว สองต่อหนึ่งก็ต้องสู้ ได้ไม่ได้ก็ต้องสู้”
เอนกรำพึง รู้ว่าเจ็บ ทำไมต้องตีกัน พ่อบัวเผื่อนตอบทันที “ก็นักเลง ไม่งั้นก็อายคนตาย ไม่สู้เขา”
...
“พวกมีดสั้นเขาถืองี้ ฝักมีดเขาถืองี้” พ่อบัวเผื่อนแสดงท่าให้ดู “ถ้าฟันมาเขาก็รับ แทงมาเขาก็ปัด ถ้ามีหอก แทงมาเขาก็ปัด ขยับเต้นไปเต้นมา”
“ถ้ามีดยาว เขาก็ถือให้ปลายมีดอยู่ตรงหน้า ถ้ามีดสั้นให้ปลายชี้ลงข้าง” พ่อบัวเผื่อนเล่าความจำที่เห็นตอนเป็นเด็ก “เสียว...ผมดูบ่อย” ตะพดเขาก็มี เป็นด้ายดิบคล้องข้อมือ ขยับให้ป้อม...ควงกันให้ป้อม พลาดท่าก็ปุ๊
ลางคนตีขึ้น ลางคนตีลง สุดแท้แต่จะได้ท่าไหน ถูกแล้วชัก ถ้าถูกหู เลือดในหูออก”
พ่อบัวเผื่อนเล่าว่า ลูกน้องของพ่อ ซึ่งเป็นนักเลงหัวไม้ตัวจริง ตีกับพวกช่องน้ำใหล เลือดออกทางหู ไม่ตาย พ่อถูกแทงหน้าผาก ทางโน้นก็ขี้แตก ทางนี้ฟันไปผ่าหลัง ฟันด้วยมีดเหน็บ ไม่ตาย พ่อมีแผลเยอะทั้งตัว
เอนก นาวิกมูล ฟังถึงตอนนี้ก็มโนไปไกล คนสองหมู่บ้านนี้ น่าจะมีเชื้อสายนายกรับ นายดอก ชาวเมืองวิเศษชัยชาญ สมัยหมู่บ้านบางระจันรบพม่า
แต่การตีกันของคนรุ่นพ่อพ่อบัวเผื่อน เอากันแค่เจ็บไม่เอากันถึงตาย นี่น่าจะเป็นพิกัดของนักเลงวิเศษชัยชาญ...ไม่ใช่ พิกัดของเจ้าพ่อ หรือมาเฟีย ที่มักมีคนนินทาว่าใกล้กับคำว่าโจร
ผมเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน...นักเลง มีหลายความหมาย...ผู้ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นๆ เช่น นักเลงหนังสือ นักเลงการพนัน ผู้เกะกะระราน เช่น เป็นนักเลง นักเลงโต ก็ว่า
แต่ถ้าใช้เป็นคำวิเศษณ์ มีใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย...
อ่านเรื่องนักเลงวิเศษชัยชาญ ผมนึกถึงการเลือกตั้งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งภาคใต้...ผล คุณชินวรณ์ แพ้ นายกชาย ที่คนในวงการเขาพูดกันว่า เป็นคนใจถึงพึ่งได้
คุณสมบัตินี้ เข้ากับความหมายของนักเลง ข้อ ใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย
นี่น่าจะเป็นมิติใหม่ของนักการเมืองประชาธิปัตย์ ที่ปรับกลยุทธ์สู้กับคุณธรรมนัส พรรคพลังประชารัฐ ที่ก่อนหน้า รุกชิงเอา ส.ส.ภาคใต้ไปแล้วหลายคน.
กิเลน ประลองเชิง