• แรมโบ้ รับลูก กลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบัน ปมไม่พอใจ แอมเนสตี้ ปกป้องสิทธิมนุษยชน “รุ้ง ปนัสยา” ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ Get out ออกจากไทย เดินหน้าล่ารายชื่อทั่วประเทศ
  • ย้ำ ไม่มีปลุกม็อบมาชนม็อบ แต่ถ้าถึงวันหนึ่ง แอมเนสตี้ ไม่ถูกแก้ ก็จะขับเคลื่อนเองตามเทคนิคของตนเอง ในนามส่วนตัว ชี้ รับไม่ได้ มาจาบจ้วง ก้าวล่วงสถาบัน หนุนคนทำผิดตาม ม.112
  • ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย เชื่อ แรมโบ้ เล่นไปตามบทบาททางการเมือง ชี้ ทางกลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบันยื่นถอด แอมเนสตี้ เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่เชื่อว่ารัฐบาลไม่เอาด้วย เพราะอาจกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย

ประเด็น ม.112 และผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 ที่ระบุว่าการจัดชุมนุมของนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ในข้อเสนอการปฏิรูปสถาบัน เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ทำให้เกิดเอฟเฟกต์การชุมนุมต่อเนื่อง ของม็อบกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

...

แต่แล้วแนวทางกลับเปลี่ยนไป มุ่งไปที่คำวินิจฉัยของศาล และการเดินหน้ารณรงค์ให้ยกเลิก ม.112 แทนการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงที่ผ่านมายังจัดม็อบใส่ครอปท็อป เพื่อแสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพในการแต่งกาย ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ให้ประกันตัว “รุ้ง ปนัสยา” จากกรณีการแต่งกายชุดดังกล่าวไปเดินในห้างสรรพสินค้า

ส่วนทางด้าน Amnesty International Thailand (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย) ก่อนหน้านี้ ยังทำ แคมเปญให้ผู้คนนับล้านทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยมีเคสของ “รุ้ง ปนัสยา” เป็นเคสแรกของประเทศไทย เพื่อให้ทั่วโลกช่วยกันส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยให้ยุติการดำเนินคดีและข้อกล่าวหา

แน่นอนว่าม็อบอีกกลุ่มเกิดความไม่พอใจอย่างหนัก จนเกิดการรวมตัวของ กลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบัน ออกมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2564 เพื่อให้ ขับไล่ แอมเนสตี้ ออกจากประเทศไทย ซึ่งนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีที่ออกมารับหนังสือด้วยตนเอง ก็ร่วมปราศรัยอย่างดุดันเอาด้วยว่าจะกดดัน แอมเนสตี้ ด้วยกฎหมายทุกทาง และจะกดดันด้วยพลังพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดีกับสถาบัน พร้อมประกาศว่า หากไล่แอมเนสตี้ ออกนอกประเทศไม่ได้ จะลาออกจากตำแหน่ง

แอมเนสตี้ ปลุกคนต้านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและ ม.112 เป็นสิ่งไม่ควร

เรื่องนี้ แรมโบ้ หรือ นายเสกสกล บอกกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า ทุกวันนี้ชัดแล้วว่า แอมเนสตี้ เป็น องค์กรขับเคลื่อนพร้อมม็อบคณะราษฎร และม็อบสามกีบ ทั้งที่รู้ว่าม็อบทำผิดไว้อย่างไร นอกจากนี้ แอมเนสตี้ ยังเป็นองค์กรที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามระเบียบของกรมการปกครอง ของกระทรวงมหาดไทย ขณะที่คนไทยเข้าใจว่าองค์กรนี้มาจากต่างชาติที่มีการสนับสนุนเงินเข้ามา ส่วนสำนักงานใหญ่ก็อยู่ต่างชาติ ดังนั้นการเข้ามา ให้คนมาทำผิดตาม ม.112 แม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาแล้ว ยังมาแสดงความเห็นและไม่ยอมรับ พร้อมทั้งเคลื่อนไหวเรื่องคุกคามสิทธิมนุษยชน ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควร

“ทุกคนเห็นแล้วว่า แอมเนสตี้ เป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวไม่ชอบธรรม และไม่เป็นไปตามครรลองกฎหมายไทย และยังล่วงละเมิดกฎหมายไทยด้วย โดยเฉพาะ ม.112” นายเสกสกล กล่าว

กระทรวงมหาดไทย-ตำรวจมีข้อมูลของ แอมเนสตี้หมดแล้ว

นายเสกสกล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ได้ยื่นเรื่องให้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบ แอมเนสตี้แล้ว ในฐานะนายทะเบียน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหลักฐานมันชัดเจน ทั้งเรื่องการเคลื่อนไหว การได้เงินมาแบบชอบหรือไม่ชอบ การนำเงินมาเคลื่อนไหวชอบหรือไม่ ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนในองค์กรแต่ละคน ทั้งผู้อำนวยการ และ คณะกรรมการ ซึ่งทำตัวเหมือนเป็นมือปืนรับจ้างของต่างชาติ ในการออกมาเคลื่อนไหว ไม่เอา ม.112 ซึ่งส่วนตัวดูแล้วยังตกใจว่าองค์กรนี้ ไม่ยอมรับกฎหมายไทย โดยทางกระทรวงมหาดไทย และ ตำรวจสันติบาล ก็มีข้อมูลในเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนจะกระทบความสัมพันธ์กับรัฐหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ เพราะไม่ใช่องค์กรระหว่างประเทศ และไม่มีประเทศไหนรับรองว่าเป็นองค์กรของประเทศนั้น

“มันจะไปกระทบความสัมพันธ์อะไร มันไม่เกี่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ยังเหมือนเดิม แต่วันนี้ องค์กรนี้ ไปเคลื่อนไหวในประเทศไหน เช่น อินเดีย ฮ่องกง ไปยุยงเด็กให้ลงถนน ให้ปลุกม็อบ ให้สร้างความวุ่นวาย ประเทศเขามันไม่สงบ มันไปทำลายความมั่นคง ความมั่นคง เข้าใจไหม ประเทศไหนจะยอมได้ อินเดีย ฮ่องกง กัมพูชา ก็ยอมไม่ได้ อย่างของไทย พอทำอย่างนี้ เราก็รับไม่ได้ ก็ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย” นายเสกสกล กล่าว

จาบจ้วงสถาบันถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เตรียมเคลื่อนไหวในนามส่วนตัว

นายเสกสกล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวจะเคลื่อนไหว 2 แนวทาง คือ ทางกฎหมาย และการแสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ปกป้องโดยระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมาก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบันถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ จึงต้องขอปกป้องสถาบันสุดชีวิตเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่ทำอะไร รัฐบาลก็จะถูกกล่าวหาได้อีก แต่เรื่องนี้ไม่ต้องถึงรัฐบาล ตนเองจะขอเป็นคนนำเอง ว่า แอมเนสตี้ ต้องถูกตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำในฐานะรัฐบาลแต่เป็นในนามส่วนตัวที่รับไม่ได้ เพื่อขับเคลื่อนทางกฎหมายและมวลชนให้จัดการ

“ผมทำของผมเอง ไม่มีใครสั่งให้ทำ เพราะมีจิตสำนึก ของความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำ ไม่ปกป้องสถาบัน ขอลาออกดีกว่า เพราะปล่อยให้องค์กรต่างชาติ มาทำลายบ้านเมือง สถาบัน ผมรับไม่ได้ ยอมไม่ได้” นายเสกสกล กล่าว

ไม่ใช่การปลุกม็อบ แต่เป็นการล่ารายชื่อคนรักสถาบันไม่ต่ำกว่าล้าน ขับ แอมเนสตี้

นอกจากนี้ เจ้าตัว ยังเปิดแคมเปญให้คนร่วมลงชื่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนคนไทยที่ปกป้องสถาบัน ซึ่งยืนยันว่าจะไม่ได้การปลุกม็อบมาเดินถนน แต่เป็นการเดินสายไปทั่วประเทศ ทุกภูมิภาค เพื่อรับรายชื่อกับคนที่ลงทะเบียนเสร็จแล้ว ส่วนจะไปยื่นที่ไหน อย่างไร ทางกลุ่มจะมาพูดคุยกัน เพื่อไปยื่นหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

“ตั้งเป้าไว้ ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านรายชื่อ ทั้งต่างจังหวัดและทางโซเชียล เชื่อว่ามากกว่า 1 ล้านแน่นอน ไม่ใช่การปลุกม็อบ เป็นการดำเนินการตามข้อกฎหมาย ใครจะลงชื่อก็ลง ไม่ได้บอกว่าจะลงถนน ปลุกประชาชนมาขับไล่ ไม่ได้พูด แต่ถ้าถึงวันหนึ่ง องค์กรนี้ไม่มีการแก้ ก็อาจจะขับเคลื่อนเอง ขับเคลื่อนแบบมีเทคนิค จะสู้จนกว่าจะถูกเพิกถอน จากองค์กรที่จดทะเบียนก่อน” นายเสกสกล กล่าว

ม็อบชนม็อบเกิดขึ้นได้ยากในสถานการณ์แบบนี้

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อ.ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ให้มุมมองกับไทยรัฐออนไลน์ว่า สถานการณ์ขณะนี้ เรื่องม็อบชนม็อบ คงเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากการจัดชุมนุมใหญ่ของทั้ง 2 ม็อบ ทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ไม่สามารถจัดม็อบขนาดใหญ่ได้ในระยะเวลาอันใกล้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก มีการบังคับใช้กฎหมาย และอำนาจรัฐ ส่วนที่ม็อบกลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบัน ที่ออกมากดดันรัฐบาลให้ขับไล่ แอมเนสตี้ ออกจากประเทศนั้น เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่การที่รัฐบาลจะไปขับไล่ใครออกจากประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆ เพราะมีขั้นตอนในทางกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ หรือ persona non grata (บุคคลไม่พึงปรารถนาของรัฐ) ซึ่งจะไปกระทบกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ จะเป็นประเด็นปัญหา ที่กระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย

“ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทำตาม แม้ว่าจะมีการออกมาเรียกร้อง ก็เป็นการเรียกร้องเป็นกลุ่มไป เป็นการรับข้อเสนอของตัวแทนรัฐบาลเท่านั้น แต่ว่าไม่ได้มีอะไร ที่จะทำให้เกิดการดำเนินการมากกว่านี้ ขณะเดียวกันขั้นตอนที่จะต้องขับไล่บุคคลออกจากประเทศ ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะตัวแทน แอมเนสตี้ ก็แสดงความเห็นในมุมของเขาในอีกมุมหนึ่ง แต่ว่าการจะทำให้เกิด เรื่องการชุมนุมจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ คงไม่ถึงขั้นนั้นอยู่แล้ว” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

เป็นการเล่นไปตามบทบาททางการเมือง

ส่วนกรณีที่ นายเสกสกล ประกาศเอาตำแหน่งเป็นตัวประกัน เพื่อขับไล่ แอมเนสตี้ ออกจากไทย รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า น่าจะเป็นการเล่นไปตามบทบาททางการเมือง เพราะ นายเสกสกล ไม่ได้อยู่ในฐานะ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ อีกทั้ง เรื่อง persona non grata ต้องมีขั้นตอน กระบวนการ อีกมากมาย ดังนั้น การที่ม็อบจะชนม็อบ ต้องมีปัจจัยหลายอย่าง

1.เรื่องการชุมนุมใหญ่ อย่างน้อยๆ 2 กลุ่ม ที่ต่างขั้วทางการเมือง เช่นปี 2556 ที่ยาวต่อถึง 2557 ที่ขณะนั้นมีทั้งการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.

2.ต้องเป็นการชุมนุมที่ต่อเนื่อง ยืดเยื้อยาวนาน ปักหลัก ค้างคืน

3.บริบททางการเมืองต้องเอื้ออำนวยด้วย เช่น ปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาล วิกฤติทางเศรษฐกิจ และการเมือง ที่จะต้องเกิดจุดเปลี่ยน

โดย รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า ทั้ง 3 ข้อ นั้นยังไม่มี ส่วนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะอยู่ไม่ครบเทอม แต่จะเป็นแนวทางไหน เช่น การยุบสภา หรือนายกรัฐมนตรีลาออก หรือ กรณีการดำรงตำแหน่งนายกฯ เกิน 8 ปี หรืออาจจะมีทำรัฐประหาร ก็สามารถเป็นไปได้หมด เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะครบวาระจึงถือเป็นเรื่องยาก เพียงแต่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อใดเท่านั้น โดยคาดว่าน่าจะเป็นปีหน้า

“แนวโน้มสูง เพราะเราพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ ด้าน ทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ การระบาดของโควิด-19 หรือปัจจัยทางด้านเสถียรภาพทางการเมือง เสถียรภาพรัฐบาล ต่างๆ เหล่านี้ มีโอกาสที่จะเกิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการการเมืองได้ ส่วนโอกาสการกลับมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นจากการเลือกตั้ง หรือวิธีอื่นก็ตาม เท่าที่มองคงเป็นเรื่องที่ยาก” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวทิ้งท้าย.

ผู้เขียน : Supattra.l
กราฟิก : Chonticha Pinijrob