โฟกัสบัตร 2 ใบ “เร้าสัญญาณ” เปิดสนามเลือกตั้ง : กติกาชัด บีบ “บิ๊กตู่” สู้ฟัด

ข่าว

    โฟกัสบัตร 2 ใบ “เร้าสัญญาณ” เปิดสนามเลือกตั้ง : กติกาชัด บีบ “บิ๊กตู่” สู้ฟัด

    ทีมข่าวการเมือง

      28 พ.ย. 2564 06:45 น.

      ฝนยังโปรยปรายในห้วงคาบเกี่ยวหมดฤดูฝนต้นฤดูหนาวสภาพอากาศยังเสี่ยงต่อสภาวการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ตัวเลขเบาบาง แต่ที่น่าห่วงใยคือจังหวัดคลัสเตอร์ไวรัสมรณะโผล่ระบาด อย่างจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ สงขลา ฯลฯ

      หลายจังหวัดยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสวนทางกับคนที่ได้รับวัคซีน

      แต่นั่นไม่น่าหวั่นใจเท่ากับสถานการณ์ที่โรงเรียนหลายแห่งเปิดเรียนออนไซต์แทนเรียนออนไลน์ ปรากฏมีเด็กติดเชื้อโควิด โรงเรียนกลายเป็นคลัสเตอร์ระบาด

      ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และอีกหลายจังหวัด

      โดยสภาพการณ์ที่ทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการต้องคิดหนัก อาจต้องทบทวนมาตรการเปิดเรียนออนไซต์ เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็กังวลความปลอดภัยของลูกหลาน

      โควิดยังเป็นตัวการใหญ่ที่ฉุดสถานการณ์บริหารประเทศเดินหน้าไม่ออก ถอยหลังตกเหว

      ตามสภาพรัฐบาลผสมภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม “ติดหล่ม” การเมือง โดยเฉพาะเรื่องของเสียงในสภา

      จากปรากฏการณ์ที่องค์ประชุมมีปัญหา ฝ่ายรัฐบาลต้องชิงปิดประชุมหนีเกมนับองค์ประชุมของฝ่ายค้าน ติดต่อกัน 2–3 รอบ หลังเปิดประชุมสภาสมัยสามัญมาแค่ 1–2 สัปดาห์

      สะท้อนเสียงมาก แต่ไร้เสถียรภาพ

      โดยเฉพาะสถานการณ์ในพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างค่ายพลังประชารัฐเองที่รอยเลื่อนจากอาฟเตอร์ช็อกกบฏ นับวันยิ่งขยายวงกว้าง ยากจะกลับมาผนึกแน่นเป็นแผ่นเดียวกัน

      ตรงกันข้าม มันแฝงไปด้วยร่องรอยของความหวาดระแวง

      ประเมินตามฟอร์มที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต้อง เทกแอ็กชัน สั่งการเข้มให้ ส.ส.เข้าประชุมสภา ห้ามโดด ห้ามหนี ต้องปักหลักอยู่โยงจนนาทีสุดท้าย

      คาดโทษแรง ถ้าสภาล่ม จะโดนขุดชื่อประจาน เล่นงานหนัก

      และนั่นอาจเป็นเหตุลามไปสู่การยุบสภา เพราะกระแสประชาชนจะกดดันหนัก เข้าทางพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ทีโหมไฟไล่รัฐบาล ให้ดื้อด้านยังไงก็ไม่อาจทานทนเสียงโห่ไล่ได้

      “พี่ใหญ่” ต้องออกโรงปราม ตามรูปเกมคือการ ดักทาง เบรกเกมกบฏเอาคืนผู้นำ อาการจ้องหักดิบ ซ่อนแต้ม หอกข้างแคร่ที่พร้อมทิ่มแทงกันเอง

      แต่ก็นั่นแหละ แผลมันเกินเยียวยา

      สถานการณ์สนิมเนื้อในกัดกร่อนขุมอำนาจ 3 ป. มีแต่อ่อนกำลังลงทุกวัน โดยมี “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรม นัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็น ชนวนพี่น้อง “แตกคอ”

      แค่รอเวลา “ไผ่แตกกอ” แยกย้ายพรรคใครพรรคมัน

      สภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำรัฐบาล แต่ไร้ฐาน ส.ส.หนุนในสภา ต้องพึ่งพากองกำลังฝ่ายกบฏ มันยิ่งฉุดความเชื่อมั่นในเชิงบริหารเศรษฐกิจที่เป็น “ปมด้อย” ของผู้นำทหารเฒ่า 3 ป.

      แม้จะสวนทางกับอาการเสียงแข็ง

      ผู้นำยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ไม่มีความคิดยุบสภา

      ซึ่งก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้กับสภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่อยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ “พิมพ์เขียว” ที่วางไว้ในบท เฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ คัมภีร์ “ซือแป๋มีชัย” ในการลากยาวอำนาจ

      เกิดการผิดพลาดทางเทคนิค เพราะผลประโยชน์ไม่ลงล็อก

      ทำให้แผนการที่ล็อกไว้ชัวร์ๆผ่านฐานอำนาจพรรคพลังประชารัฐในการลาก “บิ๊กตู่” ทำแฮตทริก สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯต่อเนื่อง 3 สมัย มีอันสะดุด

      ณ จุดที่ไร้ความ ชัวร์ ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะอยู่ ในบัญชีนายกฯค่ายไหน

      ในอารมณ์ที่เจ้าตัวก็อ้อมแอ้มๆยังเป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ แต่นั่นก็ไม่ได้พูดถึงเลือกตั้งรอบต่อไป ในอารมณ์ที่ “ผู้กองนัส” ในฐานะ “สวมหนังเสือ” พล.อ.ประวิตร บริหารจัดการ พปชร. ประกาศพร้อมส่ง ส.ส. ครบ 400 เขต ทุ่มสู้เพื่อหัวหน้าที่ชื่อ “บิ๊กป้อม”

      ไม่ยอมเอ่ยถึงชื่อ “บิ๊กตู่” ในบัญชีนายกฯ แม้แต่แอะเดียว

      ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่รู้กันเป็นนัย พล.อ.ประยุทธ์อาจต้องแหกค่ายไปตั้งพรรคใหม่ ในสถานการณ์ที่มีแค่อำนาจรัฐเต็มมือ กล้วยจากนายทุนที่ตุนไว้เต็มตู้เสบียงเป็นขบวน แต่ขาดเสียง ส.ส.ที่เป็นฐานกำลังในสนามเลือกตั้ง

      นั่นไม่เท่ากับการต้องเผชิญแรงเสียดทานจากความพลาดพลั้งของตัวผู้นำเอง ทั้งนโยบายปลูกผักชีในค่ายทหารแก้ผักแพง หรือให้ใช้รถทหารบรรทุกสินค้าแทนสมาคมรถบรรทุกประท้วงหยุดวิ่งเพราะน้ำมันแพง

      มันยิ่งฉุดแรงส่ง “กึ๋นผู้นำ” กับการเปิดป้อมค่ายใหม่

      ขืนยุบสภาตอนนี้ คู่แข่งของ “บิ๊กตู่” แทบไม่ต้องออกแรง แค่ตีปี๊บอำเรื่องผักชี กับรถบรรทุกทหาร

      สถานการณ์ผู้นำอยู่ในภาวะ “ผีผลัก” ทำอะไรก็ดูผิดพลาดไปหมด พูดจาขัดหู พฤติการณ์ขัดตาประชาชน

      แต่ในภาวะที่ผู้นำใกล้ “จนกระดาน” มันก็มีสถานการณ์มาเป็นจุดเปลี่ยนกระแส เมื่อมีประกาศราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564

      ให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส.ส.เขต 400 คน ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

      ในมุมของนักกฎหมายและเซียนการเมือง ฟันธง เป็นอันจบข่าว ดับกระแสข่าวลือกระเส็นกระสายจะมีคิวหักมุมกลับไปใช้กติกาบัตรใบเดียวของรัฐธรรมนูญ 2560

      ฝ่ายคุมเกมอำนาจเพิ่งรู้ว่าพลาด “ตีไพ่โง่” เข้าทาง “ทักษิณ ชินวัตร”

      ใส่พานบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เกมถนัดของ “นายใหญ่” ค่ายดูไบ ที่ทำผลงานประจักษ์ทั้งยุคพรรคไทย รักไทย พลังประชาชน มาจนถึงยุคพรรคเพื่อไทย “แลนด์สไลด์” กวาดหมดทั้งอีสาน เหนือ กลาง ไม่เว้น กทม.

      เพราะความกลัวเด็กก้าวไกลโกยแต้มแบบสัดส่วนผสม เลยเปลี่ยนเป็นบัตร 2 ใบ สุดท้ายทีมทหารเฒ่าอาจเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ใส่พานทองให้ “ทักษิณ” โกยแต้มเน้นๆ ขณะที่เบรกความร้อนแรงของเด็กยังไงก็ไม่อยู่

      เกมนี้ เท่ากับเสียค่าโง่ไปกลับเลย

      อย่างไรก็ตาม มันก็มีจุดให้เซียนการเมือง กูรูกฎหมายหูผึ่งตามๆกัน กับการที่ปรมาจารย์ระดับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร พูดเป็นเชิงหลักการ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้

      สภาต้องเตรียมการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งให้สอดคล้อง ไม่ซับซ้อนมาก รัฐบาลน่าจะเสนอกฎหมายเข้ามาเดือนธันวาคมนี้ หรือมกราคมปีหน้า เข้าใจว่ากระบวนการคงไม่ช้า

      ช่วงเวลานั้นหากมีการยุบสภาจะมีปัญหา

      ลีลาเก๋าระดับนายชวน ออกตัวเป็นนัย แค่พูดเผื่อไว้ล่วงหน้า แต่หวังว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนั่นก็น่า

      จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญสอดรับกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่แบะท่ารัฐบาลพร้อมเป็นเจ้าภาพถกกฎหมายลูกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล กับ

      กกต. แต่ภาวนา ขออย่าให้ยุบสภาก่อน

      สองจอมเก๋าเกมอำนาจ ระดับโคตรเซียนกฎหมายทั้ง “ชวน–วิษณุ” จุดพลุ เกมยุบสภาตัดหน้ากระบวนการกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข

      มันย่อมมีเหตุให้คิดได้ ตามสไตล์การเมืองแบบไทยๆ

      กติกาบัตร 2 ใบยังไม่ชัวร์ แบบไฮโลเปิดถ้วยแทง

      ที่แน่ๆตามกระบวนการรัฐธรรมนูญยังมีเวลาอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน กว่าที่ กกต.จะดำเนินการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน ก่อนเสนอร่างฯต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอไปยังสภา

      แน่นอน กกต.จะต้องเจอแรงเสียดทานหนัก จากฝ่ายที่ได้เสีย พยายามยื้อกฎหมายลูกทั้งสองฉบับให้เข้าทางฝ่ายตัวเองมากสุด

      ไม่ใช่แค่รัฐบาลกับฝ่ายค้านที่จะชิงเหลี่ยมกัน

      แม้แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านเองยังเห็นต่างกัน แยกกันยื่นประชันคนละร่างฯ โดยที่พรรคเพื่อไทยต้องการให้นับปาร์ตี้ลิสต์แบบปี 2540 แต่ก้าวไกลลุ้นให้นับคะแนนตกน้ำแบบปี 2560

      เดิมพันลุ้นแต้มปาร์ตี้ลิสต์กันสุดฤทธิ์ ไม่ยอมกันง่ายๆ

      มันจึงเป็นอะไรที่เข้าทาง “บิ๊กตู่” มีเวลาหายใจ เพราะแต่ละป้อมค่ายต้องลุ้นกติกาเลือกตั้งใหม่

      ไม่มีใครอยากให้ “บิ๊กตู่” ยุบสภา หักกลางลำ

      แต่นั่นก็อีกนั่นแหละ ในสภาพที่ผู้นำหลังพิงฝา เจอสารพัดปัญหาต้อนเข้ามุมอับ ทั้งมหาวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ข้าวราคาถูก น้ำมันแพง ไหนจะกบฏ ในค่ายเดียวกันที่จ้องทิ่มแทง

      สภาล่มประจาน ยั่วคนด่า โห่ไล่ผู้นำให้ยุบสภา

      อารมณ์ “ตัดช่องน้อย” หนีปัญหา อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ.

      “ทีมการเมือง”

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        วิดีโอแนะนำ

        "ประยุทธ์" ดิ้นสู้ "ธรรมนัส" เล่นเกมส์การเมือง
        11:04

        "ประยุทธ์" ดิ้นสู้ "ธรรมนัส" เล่นเกมส์การเมือง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        3ป.รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาประวิตร วงษ์สุวรรณเลือกตั้งอบตเลือกตั้งเลือกตั้งท้องถิ่นทีมข่าวการเมืองวิเคราะห์การเมือง

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2565 เวลา 07:40 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์