นายกรัฐมนตรี ห่วงหาบเร่แผงลอย-วิทยุชุมชน มอบ ”อนุชา” ประสานเร่งติดตามช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ยืนยันไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือ เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนในทุกๆ เรื่อง
วันที่ 24 พ.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไปพบปะภาคประชาชน 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และองค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนแห่งประเทศไทย
สำหรับกลุ่มเครือข่ายแผงลอยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นำโดย นายเรวัตร ชอบธรรม ได้เข้าหารือและติดตามกรณีที่ผู้ค้าได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลในการจัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย ใน กทม. และได้รับความเดือนร้อนจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ผู้ค้าขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อนหลายราย ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เคยสั่งการสำนักนายกรัฐมนตรีเร่งประสาน กทม. เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาไปแล้ว
นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯ มีความห่วงใยผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย ได้กำชับให้ติดตามเรื่องนี้โดยเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย โดยในวันนี้ทางกรุงเทพมหานครได้เร่งแก้ไขปัญหา ส่งผลให้การช่วยเหลือผู้ค้าหาบเร่-แผงลอยคืบหน้า ซึ่งบางพื้นที่สามารถกลับมาเปิดได้อีกครั้ง แต่ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงสภาพสังคมโดยรวม จึงต้องมีการหารือกันระหว่างผู้ค้า และ กทม. อย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลยินดีเป็นตัวกลางในการประสานและอำนวยความสะดวกทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ
...
นอกจากนี้ นายอนุชาและคณะ ยังได้เดินทางไปพบปะองค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รวมตัวกันและแสดงการคัดค้านต่อประกาศของ กสทช. ฉบับวันที่ 22 มิ.ย. 2564 โดยไม่เห็นด้วยต่อการลดกำลังส่งจาก 500 วัตต์ ลงเหลือ 50 วัตต์ โดยมองว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีความจำเป็น รวมถึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ขณะที่สถานีวิทยุคลื่นหลักไม่ต้องลดกำลังส่ง เพื่อรอการประมูลในปี 2567 ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการวิทยุชุมชน จึงได้มีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องและยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และช่วยกำชับให้ กสทช. พิจารณาการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
นายอนุชา กล่าวว่า กรณีที่ประชาชนเกิดความขัดแย้งกับหน่วยงานอิสระ รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือโดยประสานและไกล่เกลี่ยให้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเครือข่ายการสื่อสารทุกรูปแบบ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนที่มีความใกล้ชิดประชาชนในระดับท้องถิ่น และเข้าใจในความเดือดร้อนขององค์กรเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงฯ ที่มีอยู่กว่า 4,000 สถานีทั่วประเทศ พร้อมกับเสนอให้ กสทช. ผู้แทนองค์กรเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงฯ และสำนักนายกรัฐมนตรีมาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ทุกปัญหา ทุกความเดือนร้อนของประชาชน นายกฯ รับทราบปัญหาพร้อมแสดงความห่วงใย ยืนยันนายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจ เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนในทุกๆ เรื่อง กำชับให้รัฐบาล และส่วนราชการติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด.