ราชกิจจานุเบกษา เผยระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ฉบับที่ 2 ตั้ง คกก.เอกลักษณ์ของชาติ ใช้บังคับตั้งแต่พรุ่งนี้

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 มีเนื้อหาดังนี้

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 เพื่อปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงภารกิจ และอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในปัจจุบัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์
ของชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564”

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้าง
เอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 5 ให้มีคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “กอช.”
ประกอบด้วย

(1) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ

(2) รัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง เป็นรองประธานกรรมการ

(3) ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมศิลปากร เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการ

...

(4) ผู้แทนภาคเอกชนด้านการส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ การเผยแพร่และการประชาสัมพันธ์และด้านการบริหาร จำนวนไม่เกิน 6 คน เป็นกรรมการ

(5) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเอกลักษณ์ของชาติ จำนวนไม่เกิน 9 คน เป็นกรรมการ

ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติและข้าราชการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติมอบหมายจำนวน 2 คน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ”

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ คณะกรรมการอาจมีมติให้เชิญผู้แทนหน่วยราชการในพระองค์ให้เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราว ในฐานะกรรมการด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้ซึ่งได้รับเชิญและมาประชุมในฐานะเป็นกรรมการสำหรับการประชุมที่ได้รับเชิญนั้น

ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 6 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้าง
เอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 6 กรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (4) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (5) ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(1) มีสัญชาติไทย

(2) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง

(3) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือจากงานของหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานภาคเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ”

ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้าง
เอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 7 ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 6 เป็นกรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (4) และกรรมการผู้ทรงวุฒิตามข้อ 5 (5) แล้วแต่กรณี และให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี

ในกรณีที่กรรมการตามวรรคหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่ประธานกรรมการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่กับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

เมื่อกรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (4) และกรรมการผู้ทรงวุฒิตามข้อ 5 (5) ครบวาระการดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งแล้ว หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

กรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (4) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (5) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้”

ข้อ 6 ให้ยกเลิกความในข้อ 8 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 8 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (4) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (5) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 6

(4) ประธานกรรมการให้ออกเพื่อปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการให้เหมาะสมกับนโยบายหรือภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป”

ข้อ 7 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 9 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย
การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 9 ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (5) เพื่อให้ทำงานเต็มเวลาได้จำนวนไม่เกิน 2 คน”

ข้อ 8 ในวาระเริ่มแรก ให้กรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (20) และกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (21) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้แทนภาคเอกชนตามข้อ 5 (4) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (5) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2549 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบนี้.

(อ่านต้นฉบับ)