รัฐบาลสั่งการเร่งฉีดวัคซีนกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ลดความรุนแรงโควิดแพร่ระบาด ควบคู่ปกป้องสาธารณสุขไทย ย้ำเป้าหมายปลายปีนี้เข็ม 2 ต้องได้อย่างน้อย 70%
วันที่ 13 พ.ย. 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ติดตามแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของไทย พอใจที่ไทยสามารถจัดหาวัคซีนโควิด-19 ได้เกินเป้าหมาย
ทำให้ปลายปีนี้ ไทยจะมีวัคซีนรวมทั้งหมด 155.6 ล้านโดส ประกอบด้วยวัคซีนที่รัฐจัดหา จำนวน 128.6 ล้านโดส ได้แก่ ซิโนแวค (Sinovac) แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และไฟเซอร์ (Pfizer) รวมทั้งวัคซีนทางเลือก ได้แก่ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) และโมเดอร์นา (Moderna) จำนวน 27 ล้านโดส พร้อมตั้งเป้าหมายใหม่ของการฉีดวัคซีนภายในปีนี้ โดยให้ครอบคลุมผู้ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 อย่างน้อยร้อยละ 80 และเข็ม 2 อย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในเดือน ธ.ค.นี้
สำหรับผลการดำเนินการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 12 พ.ย. 2564 มีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนสะสม 84.5 ล้านราย แบ่งประเภทผู้ได้รับเข็มที่ 1 จำนวน 45.2 ล้านราย คิดเป็น 67.3% ผู้ได้รับเข็มที่ 2 จำนวน 36.5 ล้านราย คิดเป็น 54.4% ผู้ได้รับเข็มที่ 3 จำนวน 2.7 ล้านราย คิดเป็น 3.8%
ส่วนผลการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 12-17 ปี ระหว่างวันที่ 4 ต.ค. - 11 พ.ย. 2564 รวม 4.3 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 2.8 ล้านโดส และเข็มที่ 2 จำนวน 1.5 ล้านโดส และการฉีดวัคซีนชาวต่างชาติในไทยอยู่ที่ 2.19 โดส คิดเป็น 26.5% ของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในไทย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ยังเห็นชอบให้มีการจัดสรรให้กลุ่มประชากรอื่นๆ ที่ไม่ใช่สัญชาติไทยทั้งหมด สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ตามความสมัครใจ ซึ่งแนวทางบริหารจัดการกลุ่มประชากรที่มิใช่สัญชาติไทย ศบค. มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกำหนดจัดทำทะเบียนรายชื่อและจำนวนสำหรับผู้ที่ประสงค์รับวัคซีน ติดตามให้มารับการฉีดวัคซีนตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด กรณีกลุ่มเป้าหมายไม่มีเลขประจำตัวจะสร้างฐานข้อมูลตัวแปร (generate code) เพื่อออกใบรับรองการฉีดวัคซีนได้ ทั้งนี้ มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สำรวจ จัดทำทะเบียนฉีด รวมทั้งพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการฉีดให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ดังนี้
1. แรงงานภาคประมง จังหวัดชายทะเล (จังหวัดชายทะเล 21 จังหวัด) มอบศูนย์อํานวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)
2. คนประจำเรือไทยหรือผู้ปฏิบัติงานบนเรือไทย ณ บริเวณท่าเรือในพื้นที่จังหวัดต่างๆ (จังหวัดชายทะเล 21 จังหวัด) มอบกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม
3. แรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการ/บ้านนายจ้างที่ทั้งขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน มอบ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย
4. แรงงานต่างด้าว ตามชายแดนไทย
5. ผู้หนีภัยการสู้รบ พื้นที่พักพิงราชบุรี กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน และตาก
6. กลุ่มประชากรอื่นๆ ที่ไม่ใช่สัญชาติไทยทั้งหมดในทุกจังหวัด มอบกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ ยังกำชับผู้รับผิดชอบระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เร่งสำรวจประชากรที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ให้ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพื่อลดความรุนแรงของการแพร่ระบาด พร้อมทั้งปกป้องระบบสาธารณสุขไทย
“วานนี้ (12 พ.ย.) ในที่ประชุมผู้นำเอเปค ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รวมทั้ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังเห็นพ้องกันว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งการระบาดไวรัสโควิด-19 และนำเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าได้อีก ซึ่งตรงกับนโยบายนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ให้เร่งจัดหาและฉีดวัคซีน มั่นใจว่าไทยเข้าถึงเป้าหมาย 100 ล้านโดสภายในเดือนนี้ ช่วยย้ำความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งการเปิดประเทศเพิ่มเติมในปลายปีนี้ด้วย”.


