ระบบ “ประชาธิปไตยใหม่” เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ พร้อมต้องเดินหน้ากันอย่างเร่งด่วน ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ยืนยันหนักแน่นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำพา “ประเทศไทย” ให้หลุดพ้นเดินออกมาจากวังวนวิกฤติปัญหา “การเมือง” ที่เรื้อรังยืดเยื้อมายาวนานได้

ระบบ “ประชาธิปไตยใหม่”...ต้องเริ่มด้วยความเข้าใจที่เป็นกุญแจสำคัญ นั่นก็คือ “ระบบประชาธิปไตยเก่า” เกิดขึ้นในสังคมโบราณฐานแคบ ขาดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ถูกครอบงำด้วยอำนาจเงินได้ง่าย คุณภาพต่ำ ขัดแย้งสูง ไม่สามารถพาประเทศออกจากภาวะวิกฤติได้

สอง...ระบบประชาธิปไตยใหม่มีฐานกว้าง เปิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของประเทศ โดยนำประชาธิปไตยทางตรงเข้ามาเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยตัวแทนหรือระบบรัฐสภา

สาม...แนวคิดนี้ไม่รื้อของเก่าระบบรัฐสภา แต่รวมตัวกันทำของใหม่ที่ดีเพิ่มขึ้น จึงไม่มีการต่อสู้แต่ร่วมมือกัน สี่...ประชาธิปไตยทางตรงที่เข้ามาเชื่อมและขยายฐาน คือ ระบบ Big Data ประชาธิปไตย ที่คนทั้งประเทศสื่อสารด้วยระบบดิจิทัลได้ตลอด 24 ชั่วโมง...เป็นประชาธิปไตย 24 ชั่วโมง...ไม่ใช่ 4 ปี ไปออกเสียง 1 นาที

ประเวศ วะสี
ประเวศ วะสี

...

ถัดมา...“สภาองค์กรชุมชน” ซึ่งเป็นตัวแทนของชุมชนทั่วประเทศ และสุดท้าย... “สภาประชาธิปไตยทางสังคม” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ กองทัพหรือ...อะไรอื่น “ทุกภาคส่วนมาร่วมกันกำหนดนโยบาย ไม่มีอะไรจะต้องไปรบราฆ่าฟันกัน”

ห้า...จัดให้มีสมัชชานโยบายแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ประชุมร่วมของ 4 ภาคส่วน คือ รัฐสภา+ระบบ Big Data ประชาธิปไตย+สภาองค์กรชุมชน+สภาประชาธิปไตยทางสังคม เป็นประชาธิปไตยฐานกว้างที่อำนาจใดๆ ครอบงำไม่ได้ เป็นระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ

หก...สมัชชานโยบายแห่งชาติ ทำหน้าที่ขับเคลื่อน กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ 4P (Participatory Public Policy Process) ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จทุกเรื่อง

“บ้านเมืองพ้นวิกฤติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างถาวร”

เจ็ด...โดยที่กระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาคือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง...ที่ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น ยิ่งฉลาดมากขึ้น ฉลาดร่วมกัน เกิดปัญญาร่วม

“ทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ เกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน บ้านเมืองจะลงตัว วิกฤติการเมืองเรื้อรังมาร้อยปี จะผ่านพ้นไป”

แปด...ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มระบบประชาธิปไตยใหม่ เป็นตัวอย่างให้ประเทศต่างๆ ที่พบความตีบตันในระบบประชาธิปไตยเก่ากันถ้วนหน้า เป็นการช่วยให้โลกมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และมีอรรถประโยชน์อย่างแท้จริง...หลายๆคนอาจจะฟังแล้วเป็นเรื่องเพ้อฟันทำไม่ได้ หากแต่เปิดใจมองเห็นความสำคัญยิ่งนี้ จักรู้ว่าเรา (ประเทศไทย) อาจจะเหลือโอกาสไม่มากนักที่จะคลี่คลายวิกฤตินี้...อย่าปล่อยให้วันเวลาผ่านไปๆ

ประเวศ บอกอีกว่า ประเทศไทยพยายามพัฒนาระบบประชาธิปไตยกันมา 100 ปี ถ้านับตั้งแต่กบฏหมอเหล็งในต้นรัชกาลที่ 6 แต่ไม่ไปถึงไหน และ...ที่กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายขณะนี้ ก็มองไม่เห็นว่าจะไปถึงไหน ไม่ว่าใคร “ชนะ” หรือไม่มีใครชนะ เพราะสู้กันอยู่ในระบบ ประชาธิปไตยโบราณที่ล้าสมัยแล้ว

“ระบบประชาธิปไตยที่ใช้กันอยู่ทั่วไปกำเนิดในประเทศอังกฤษหลายร้อยปีมาแล้ว ซึ่งสภาพสังคมเศรษฐกิจเป็นแบบหนึ่ง สังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาประเทศต้นแบบเสรีประชาธิปไตย ระบบประชาธิปไตยก็กำลังมีปัญหา ที่ประเทศเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างสุดๆ”

ดังที่เกิดปรากฏการณ์ 99:1 คือการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน 1 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ “ความเหลื่อมล้ำ”...ที่มากเกินกำลังตลบหลังทำให้ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง ซับซ้อนยิ่งขึ้นแก้ไขยากขึ้น การเมืองก็แบ่งขั้วสุดๆ...มีประสิทธิภาพต่ำ ยังหาทางออกไม่ได้

“ระบบประชาธิปไตยเก่า” หรือ “โบราณล้าสมัย” ไม่ให้ทางออก จำเป็นต้องออกแบบระบบประชาธิปไตยใหม่ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ตอกย้ำกลไกที่จะเป็น “กุญแจ” ไขคลี่คลายวิกฤติ หากจะกล่าวให้เห็นภาพนั่นก็คือ “ประชาธิปไตยฐานแคบ” ปะทะ “ประชาธิปไตยฐานกว้าง” แน่นอนว่าที่เราแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบทำลายไม่ได้เกือบ 100 ปี เพราะติดที่วิธีคิด ด้วยว่า “สังคมไทย”...มีวิธีคิดว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล

ไม่เข้าใจว่าโครงสร้าง...ระบบกำหนดพฤติกรรมของบุคคล องค์กร เพ่งเล็งอยู่แต่ว่าใครดีใครชั่ว จึงทะเลาะและมีการทำลายบุคคลสูง โดยไม่สนใจออกแบบระบบ...โครงสร้าง ที่จะลดความขัดแย้งเชิงทำลาย

แต่...เพิ่มสมรรถนะทางปัญญา ซึ่งสามารถทำได้ถ้าออกแบบระบบให้ดี

“ระบบประชาธิปไตยที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบโบราณที่ฐานแคบ อะไรที่แคบก็จะกระทบกระทั่งกัน...ตีบตันง่าย ทำให้คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่งที่จิกตีกันร่ำไป แต่ถึงจิกตีกันเลือดตกยางออกเท่าใดๆ ก็ออกจากเข่งไม่ได้เพราะเข่งคือโครงสร้างอันแข็งแกร่งที่กักขังไว้ในที่แคบให้กระทบกระทั่งกันง่าย”

“ประชาธิปไตยชุมชน” หนึ่งในข้อปลีกย่อยสำคัญในการออกแบบระบบประชาธิปไตยใหม่ที่ฐานกว้าง สาเหตุที่ประเทศติดขัด เดินผิดทิศผิดทาง มาจากการที่ “ชนชั้นนำ” ไม่เข้าใจ “สังคมข้างล่าง” เพราะเป็นสังคมทางดิ่ง และระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความจริงของชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ

อีกทั้ง...ก็ไม่ได้เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้

เรื่องข้างต้นนี้กล่าวย้ำไปนานและหลายๆครั้งแล้ว เมื่อ “การเมือง” และ “ระบบราชการ” ถูกครองพื้นที่โดยชนชั้นนำ ซึ่งไม่เข้าใจสังคมข้างล่างหรือชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานของประเทศ การพัฒนาจึงกระทำแบบสร้างพระเจดีย์จากยอดคืออะไรๆก็จะเอาแต่ข้างบน โดยทิ้งฐานหรือทำให้ฐานอ่อนแอ

เช่น ระบบเศรษฐกิจที่ทำลายเศรษฐกิจพึ่งตนเองของเกษตรกร ทำให้ชาวไร่ชาวนาล้มละลายหมดทั้งประเทศ กลายเป็นคนจนในชนบทและคนจนเมือง เห็นภาพชัดว่า “พระเจดีย์” ต้องสร้างจากฐาน ถ้าฐานแข็งแรงก็จะรองรับส่วนบนให้มั่นคง ชุมชนท้องถิ่นคือฐานพระเจดีย์

ชุมชนเข้มแข็ง คือ คอนกรีตบล็อกของการสร้างประเทศ...สภาผู้นำชุมชน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำตามธรรมชาติ ชุมชนละ 40-50 คน คือ องค์กรชุมชนหรือองค์กรจัดการชุมชน...สภาประชาชนหรือสภาชุมชนคือ ที่ประชุมของคนทั้งชุมชน ซึ่งมีประมาณ 500-1,000 คน เป็นประชาธิปไตยทางตรง

ประชาธิปไตยชุมชน เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพสูง เพราะเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ไม่ผ่านการซื้อสิทธิขายเสียง...เป็นประชาธิปไตยที่ฐานของประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉพาะที่ยอดพระเจดีย์

ฉะนั้นแล้วต้องมีระบบที่นำ “ประชาธิปไตยข้างล่าง” คือ ประชาธิปไตยชุมชนเข้ามาเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยข้างบนคือ ระบบรัฐสภา พ.ร.บ. องค์กรชุมชนกำหนดให้มี สภาองค์กรชุมชน ระดับต่างๆอยู่แล้ว โจทย์คือจะเชื่อมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติกับระบบรัฐสภาอย่างไร เรื่องนี้จะมีข้อเสนอภายหลัง

ผนวกรวมทุกส่วนเข้ามาเป็นพลัง “สมัชชานโยบายแห่งชาติ”...เข้ามาเสริมเติมเต็มเป็นปัญญาสูงสุดของชาติ ที่เป็นอิสระ มีความคล่องตัว มีสมรรถนะสูง...เป็นโครงสร้างที่ประชาธิปไตยทางอ้อมอย่างเดิมคือ รัฐสภาไม่ถูกรบกวน เคยเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น แต่มีกลไกประชาธิปไตยทางตรงอีก 3 องค์กร เข้ามาเชื่อมโยง...

ความหวังนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ...เป็นระบบราชการไม่ได้.