• เข้าข่ายครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่? ดูที่ทำให้คนที่อยู่ในพรรคไม่มี หรือไม่เป็น "อิสระ" หมายถึงต้องทำตามคนที่ชี้นำเท่านั้น 
  • ชี้ ตามเจตนากฎหมายที่ห้ามการครอบงำพรรคการเมือง แยกเป็นการครอบงำทั้งทางตรง และครอบงำทางอ้อม ซึ่งก็มีความผิดตามกฎหมายทั้งคู่
  • "กูรู" ระบุ ส่วนตัวเห็นว่า ทั้ง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ และ คุณทักษิณ ที่โยนกันไปกันมาก่อนหน้า ก็พอกันทั่งคู่ สุ่มเสียง! ส่วนหากมีคนส่งเรื่องไป ป.ป.ช.จริง จะโดนทั้งคู่ หรือไม่ ก็ไปคิดดูเอาเอง 



ช่วงนี้อุณหภูมิการเมืองไทยค่อยๆ ไต่ระดับร้อนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งเข้าไปมากเท่าไร ปรากฏการณ์เคลื่อนไหวของเหล่าพรรคการเมืองก็ยิ่งผุดเข้มข้นมากตามไปด้วย

งานนี้มีทั้ง การเปิดศึกภายนอกพรรค ที่ซัดกันไปมาระหว่าง "พลังประชารัฐ" ปะทะ "เพื่อไทย"  ไล่ไปจนถึงศึกภายในร้อนระอุ ปรากฏรอยร้าวอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งศึกในพรรคพปชร.เอง ที่มีการวัดบารมีของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ สืบเนื่องจากการปลดฟ้าผ่า "ธรรมนัส พรหมเผ่า" จาก รมช.เกษตรและสหกรณ์ 

...

หรือในส่วนของพรรคเพื่อไทยเอง ที่มีการขับ 2 ส.ส.งูเห่า ที่โหวตสวนมติพรรคในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่าง ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และนางสาวพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี 

ขณะที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจ นั่นคือ ปรากฏคลิปวิดีโอที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดคุยกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ส่งผลให้ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พลังประชารัฐ รับลูกเตรียมยื่นยุบพรรคเพื่อไทย

ร้อนจน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องออกมายืนยันว่า ไม่กังวล เท่าที่ปรากฏในคลิปวิดีโอเป็นการพูดคุยกันทั่วไปธรรมดาเท่านั้น แถมมีการสวนกลับ พปชร.ระวังหอกจะทิ่มแทงตัวเอง

"เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของบางพรรค มีการเอาบุคคลอื่นที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ อาจถูกตีความว่า พรรคนั้นถูกครอบงำโดยบุคคลภายนอกได้เช่นเดียวกัน"

ข้อเท็จจริงและผลลัพธ์มีโอกาสจะจบอย่างไร เราลองไปดูทัศนะ จาก รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นนักวิชาการทางกฎหมาย อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดูกันเลย

ชี้ชัด กฎหมายห้ามครอบงำพรรคการเมือง ไม่ใช่ห้ามเฉพาะ "นายทุน" 

กฎหมายครอบงำพรรคเจตนาไม่ใช่ห้ามเฉพาะนายทุนเท่านั้น การจัดโครงสร้างภายในพรรคการเมืองควรเชื่อมโยงในส่วนสมาชิกพรรค คือ คนมากสุดแล้ว จึงมาเชื่อมโยงกับ หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ขณะที่ในบางกิจกรรมเป็นการกระทำร่วมกันหมดทั้งพรรค อย่างการวางนโยบายพรรคการเมือง มันควรเป็นการที่ หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค นัดคุยกัน แล้วทำการร่างนโยบายขึ้นมาคร่าวๆ แล้วเชิญสมาชิกทั้งหลายมาถก มาอภิปรายกัน ว่าดี ไม่ดี อย่างไร

ส่วนการคัดสรรคนลงสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 60 มีการคัดสรรเบื้องต้น ประชาชนที่จะเลือกพรรคนี้ก็รอคอย ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องควรจะทำอยู่ภายในพรรคการเมือง

แจงยิบ พฤติกรรมแบบไหนถึงเข้าข่ายอาจผิดกฎหมายครอบงำพรรค 

แต่สมมติหากการทำกิจกรรมพรรคการเมืองถูกกำหนดโดยคนนอก ทำกิจกรรมนี้สิ เช่น "ไปคุยกับคนนั้นสิ ทำเรื่องโน้นสิ เธอควรคิดแบบนี้สิ" นโยบายพรรคถูกกำหนดมาจากคนนอกจะเป็นนายทุนหรือไม่ใช่นายทุน ไม่รู้ แต่ท้ายที่สุดคนที่จะลงสมัครก็ถูกชี้มาจากคนนอก "เอาคนนั้นลง เอาคนนี้ลงสิ" แล้วถามว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค คนเหล่านี้มีความสำคัญอะไร

หากว่าเราปล่อยให้คนข้างนอกเข้ามา ครอบงำ ชี้ทำ ชักจูงอะไรได้ มันก็กลายเป็นว่าทำให้โครงสร้างพรรคการเมืองที่เราต้องการให้มีพัฒนาการจนสามารถมีความเป็นสถาบันขึ้นมาได้ มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การครอบงำ ชี้นำ มันต้องทำให้ถึงขนาดคนที่อยู่ในพรรคไม่เป็นอิสระ หมายถึงเขาต้องทำตามคนที่ชี้นำ ครอบงำเลย มันก็ต้องไปดูครับว่าแค่ไหนถือว่า "ขาดอิสระ"

มีบรรทัดฐาน หรือเงื่อนไขอะไร ทำให้รู้ อาจเข้าข่ายเป็นการครอบงำพรรคการเมือง

อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า  จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ถือว่ามีบรรทัดฐานอย่างชัดเจน อย่างที่ผมบอกว่า ตัววัดอย่างหนึ่งคือเรื่อง "อิสระ" เขายังมีความ "เป็นอิสระ" ในการดำเนินการอะไรหรือไม่ ถ้าเขายังมีอิสระในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ อันนี้มันก็พูดยากว่ามีการครอบงำ คือ อาจมีการแนะนำว่า "เธออย่าไปเอาคนนั้นสิ" หรือ "อย่าคิดอย่างนี้สิ" แต่มันก็ไม่ถึงขั้นทำให้เกิดการขาดอิสระ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปดูว่าเป็นการครอบงำทางตรง ทางอ้อม หรือไม่  ทางตรงก็คือ ทำเองเลย หรือ ทางอ้อม ก็คืออาศัยอำนาจทางการเมือง อาศัยอำนาจการเงิน หรืออาศัยการกดดันในลักษณะต่างๆ ที่จะทำให้ พรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง "ขาดอิสระ" ในการกำหนดเจตจำนงของพรรค อันนั้นต้องไปพิจารณาดูกันว่าแค่ไหน

ระบุ...อาจเข้าข่ายทั้ง 2 พรรค "เพื่อไทย" ครอบงำแบบทางตรง 

รศ.เจษฎ์ ระบุว่า หากไปดูทั้ง 2 พรรคการเมือง คือ "พลังประชารัฐ" และ "เพื่อไทย" มันพอมีทั้งคู่ ก็คือทั้งในส่วนคุณทักษิณ และส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ "คุณทักษิณ" อาจมองได้ว่า ชักจูง ชี้นำโดยตรงเลยก็ได้ เช่น "เอ๊ะ ผมวางแผนให้เลยนะ" หรือ "ทำแบบนี้นะได้แน่นอน" แล้วปรากฏว่า คนพวกนี้ก็ทำตาม ถามว่า ถ้าไม่ทำตามจะได้ไหม อันนี้ต้องไปพิสูจน์เอาว่า ถ้าไม่ทำตามแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เช่น ถ้าไม่ทำตามคุณทักษิณ ก็จะไม่ให้การสนับสนุน 

ส่วน พปชร. ก็เจอแบบ "ทางอ้อม"

ในกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นลักษณะของครอบงำแบบ ทางอ้อม คือ อาจไม่ได้มีเงิน มีทอง หรืออาจไม่ได้บอกว่า "เธอทำแบบนี้ แบบนั้นสิ" แต่อาศัยอำนาจทางการเมืองกดดันให้พรรคการเมืองไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ยกเว้นตัดสินใจในแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะดำเนินการ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการผลักดันเรื่องนี้ของบ้านเมือง ต้องการให้คนแบบนั้นไปทำสิ่งนี้ เช่น

"ผมจะกำหนดรัฐมนตรีเอง คุณไม่ต้องมายุ่ง พรรคพลังประชารัฐเนี่ยไม่ต้องมายุ่ง ผม จะกำหนดรัฐมนตรีเอง โควตาของผม แล้วก็ไปกำหนด หรือ พรรคไปเอาคนนั้นมา ไม่เอาคนนี้ มันก็อาจถือเป็นทางอ้อมนะ อาศัยอำนาจทางการเมือง ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี คุณอาจจัดใครเป็นรัฐมนตรีได้ แต่การไปบอกว่า พรรคพลังประชารัฐ ฉันไม่ให้ใครคนนี้ของเธอเข้ามายุ่ง คือคุณจะคุมคณะรัฐมนตรีคุมไป แต่ไม่ใช่ก้าวล่วงไปถึงว่า เขาจะส่งใคร ไม่ส่งใคร เขาจะเสนอใคร ไม่เสนอใคร เพราะเป็นเรื่องของเขา" ดร.เจษฎ์ กล่าว

ยืนยัน หากจะเอาผิดต้องปรากฏหลักฐานชัดว่า การครอบงำทำให้พรรค "ขาดอิสระ"

แต่ทั้งนี้หากจะเอาผิด ก็ต้องมีหลักฐานว่า พรรคถึงขนาดขาดอิสระ แต่ผมว่าที่โยนกันมากันไปก็พอกันทั้งคู่ ทั้งคุณทักษิณ และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งต้องไม่ลืมว่ากฎหมายเขาไม่ให้ทั้งทางตรง ทางอ้อม

หากมีคนยื่นเรื่องไป ป.ป.ช. มีสิทธิ์โดนเอาผิดทั้งคู่หรือไม่

"อันนี้ก็ให้ไปคิดเอาว่า มีสิทธิ์โดนทั้งคู่จริงไหม? เหตุเพราะข้อปฏิบัติเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ทางปฏิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บ้านเมืองมันถึงได้วุ่นวายไง ข้อกฎหมายมีสิทธิ์โดนทั้งคู่ แต่ทางปฏิบัติจะโดนทั้งคู่จริงหรือเปล่า ผมว่านั่นล่ะเป็นปัญหาของบ้านเมือง" รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎ์ ระบุ...

งานนี้ก็คงต้องรอดูกันไป ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งใหญ่มากเข้าไปเท่าไร การเคลื่อนไหวพรรคการเมืองก็จะยิ่งเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะ 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีเดิมพันสูง ใครจะได้อำนาจรัฐ และใครกันล่ะที่จะได้มีโอกาสนั่งนายกรัฐมนตรี 

ในที่นี้มีทั้งฝ่ายอยาก "คั่วเก้าอี้" ไปต่อ...ขณะที่อีกฝ่ายก็ "หมายมั่นปั้นมือ" ขอกลับมาเข้าสู่เส้นทางแห่งอำนาจบ้าง หลังห่างหายไปนานถึง 8 ปี.

 

ผู้เขียน:เดชจิวยี่ 

กราฟิก:Theerapong Chaiyatep