ลมโชยปลายฝนต้นหนาว แต่ยังต้องเฝ้าระวังพายุส่งท้าย

โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง ยังอยู่ในภาวะเสี่ยงอุทกภัย เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ต้องเตรียม พร้อมกู้สถานการณ์น้ำฝนรอระบาย หลายจังหวัดน้ำยังท่วมบ้าน เรือกสวนไร่นาเสียหาย

ภัยพิบัติที่มาซ้ำโจทย์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากมหาวิกฤติโควิด

เพิ่มความยากลำบากในการใช้ชีวิตของประชาชนคนไทยที่ต้องเผชิญสถานการณ์โรคระบาดไวรัสมรณะมาใกล้ครบ 2 ปี ในภาวะปากท้องฝืดเคือง

สภาพปิดเมือง ทำมาหากินไม่ได้ ในสถานการณ์การเงินการคลังที่รัฐบาลภายใต้การนำของทหารอาชีพอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ก็กำลังตกอยู่ในภาวะใกล้ถังแตก

ต้องแจกแล้วแจกอีก อัดเงินประคองชาวบ้านฐานรากจนหมุนไม่ทัน

ไฟต์บังคับจำเป็นต้องเปิดเมือง 1 พฤศจิกายนนี้ ไฟเขียวให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนโควิดครบโดส จากประเทศต้นทางที่กำหนดไว้ 46 ประเทศ บินเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว

กล้าๆกลัวๆไวรัสระบาดหนัก แต่อีกทางก็หวังติดเครื่องยนต์หลักฟื้นเศรษฐกิจ

...

เรื่องของเรื่องตอนนี้เริ่มออกฤทธิ์ พิษภัยทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โรคระบาดล้อมเมืองมานาน พอเริ่มแง้มประตูเปิดเมืองก็เจอวิกฤติราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงจนส่งผลต่อภาคขนส่ง

และโดยอัตโนมัติจะลามถึงราคาสินค้าและบริการ

สถานการณ์ถึงจุดที่ม็อบสิงห์รถสิบล้อปิดถนน กดดันรัฐบาลให้กดน้ำมันดีเซลไม่เกิน 25 บาทต่อลิตร

แต่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวขึ้น โดยปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มดีเซล เพื่อลดค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มดีเซลแต่ละชนิดไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงที่มีอยู่ประมาณ 9.2 พันล้านบาท เข้าพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร

ตามสถานการณ์ที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและ รมว.พลังงาน ยืนยันรัฐบาลต้องมีภาระใช้เงินจำนวนมากในการตรึงราคาแก๊สหุงต้มไว้ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

สรุปคือ รัฐบาลก็ถังแตกจำเป็นต้องเลือกคนหมู่มากไว้ก่อน

แต่แน่นอน โดยสถานการณ์ร้อนๆคงไม่จบง่ายๆ ตามเงื่อนไขผู้ประกอบการขนส่งคงต้องเพิ่มแรงกดดัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง

และผลกระทบหนีไม่พ้นตกอยู่ที่ประชาชนตาดำๆ

ที่แน่ๆตามประวัติศาสตร์การเมือง น้ำมันคือปัญหาปราบเซียน ทำพังมาหลายรัฐบาล

โดยจังหวะเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ก็กำลังอยู่ในจุดแกว่งไปแกว่งมา จากอาฟเตอร์ช็อกศึกปราบกบฏพลังประชารัฐ

ฝ่ายหนุน “บิ๊กตู่” ยังยึดเกมกุมสภาพใน พปชร.ไม่ได้

ตามภาพข่าวที่เปรียบเทียบกัน พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะตรวจน้ำท่วมที่จังหวัดสิงห์บุรี มี ส.ส.พลังประชารัฐไปรอต้อนรับนับหัวได้ 11 คน

ขณะที่วันเดียวกัน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำทีมลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำที่จังหวัดกาญจนบุรี มี ส.ส.ตามแห่ขบวนกว่า 40 คน

ตัวเลขห่างกัน 3-4 เท่าแบบเห็นชัดๆ

สะท้อนว่า “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ยังโชว์ฟอร์มได้สมฐานะ “ผู้คุมฟาร์มลิง” ดูแลฐานกำลังให้ “บิ๊กป้อม” ได้แน่น

ทำให้แผนไปต่อของ “บิ๊กตู่” ยังลุ่มๆดอนๆ

แม้แต่สถานภาพ “นายกฯบัญชีพรรคพลังประชารัฐ” ก็ยังไม่ชัดว่าจะเป็น “หนึ่งเดียว” หรือมีชื่อพ่วงต่อ ตามเสียงโยนหินให้ใส่ชื่อ พล.อ.ประวิตร ด้วย ตามสถานะหัวหน้าพรรค

ยุทธการ “หักดิบ” ในทีม 3 ป.ยังต้องลุ้นกันอีกหลายยก

ที่แน่ๆภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ สัญญาณเร้าปี่กลองเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการร่างกฎหมายประกอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

ทำให้นักเลือกตั้งอาชีพทั้งพรรคเก่าค่ายใหม่ ต้องเตรียมแผนรองรับกติกาใหม่

อีกทั้งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติฟันธงนายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ต้องพ้นสถานภาพ ส.ส.หลังการยุบพรรคประชาชนปฏิรูป มาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

เปิดบรรทัดฐานให้พรรคเล็ก คนเดียวเสียงเดียว ได้วิ่งซบค่ายใหญ่ หนีตายกติกาบัตร 2 ใบ

ทำให้ตอนนี้ตลาดนัด ส.ส.เริ่มเปิดตัวคึกคัก

และก็เป็นโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ชิงเคลมกระแส “แลนด์สไลด์” ตามฟอร์มกระตุกพวกคิดย้ายหนี กับยุทธการโหมโรง ทีมงานอีสานชงชื่อ “นายหญิงจันทร์ส่องหล้า” อย่าง “หญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาของอดีตนายกฯทักษิณ ขึ้นแท่นแม่ทัพพรรคเพื่อไทย

รั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “นอมินีรุ่นลิมิเต็ด”

แต่ก็เจอเบรกทันทีจาก “นายใหญ่” ยืนยัน “นายหญิงจันทร์ส่องหล้า” ไม่ชอบออกหน้า และนั่นก็น่าจะเป็นคำตอบที่รู้กันทุกวงการ มันคือ “มิชชันอิมพอสซิเบิล”

แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เห็นคุณหญิงพจมานลงสนามเอง

และต่อเนื่องด้วยชื่อของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร.พี่ชายของ “หญิงอ้อ” รวมไปถึง “ลูกเขย” ของ อดีตนายกฯทักษิณ ถูกปล่อยชื่อออกมาโยนหิน “นอมินี” รุ่นต่อไป

สรุปเกมนี้ยังเป็นแค่รายการ “ตีฟอง”

ค่ายเพื่อไทยยังไม่ปักหมุดชื่อของ “นายกฯในบัญชี” ตามเหลี่ยม “ทักษิณ” ต้องลากไปเปิดนาทีท้ายๆ ลากยาว เลี้ยงกระแส ปั่นเซอร์ไพรส์

แต่ยุทธการตีฟองของ “นายใหญ่” ก็ทำให้ทีมแห่ “บิ๊กตู่” อยู่เฉยไม่ได้ ต้องรีบให้ทีมโทรโข่งรัฐบาลออกมาตีปี๊บผลโพล คะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ยังรั้งอันดับหนึ่ง ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯอยู่จนครบเทอม และได้ต่ออีกสมัยในการเลือกตั้งรอบหน้า

โชว์ต้นทุนหน้าตักโปร่งใส ขายของเก่าสู้ “นอมินี” ดูไบ

และไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยกับทีมแห่ พล.อ.ประยุทธ์ที่เปิดยุทธการ “ตีฟอง” รองรับเงื่อนไขสถานการณ์เลือกตั้ง ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

ภายใต้ภาวะผู้นำรัฐบาลไร้ฐานกำลังของตัวเองในสภา

สังเกตว่า จอมเก๋าเล่ายี่ห้ออย่างค่ายประชาธิปัตย์ก็ขยับขับเคลื่อนแรง เห็นได้จากการที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าค่าย ปชป.

เดินสายเปิดตัวผู้สมัคร ประกาศทวงคืนพื้นที่ปักษ์ใต้

ในภาวะรอยร้าวที่ยังสมานไม่มิด แบบที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ออกมาแนะให้ผู้บริหารประชาธิปัตย์ปรับท่าทีทางการเมืองใหม่ ตามสัญญาณของการบริจาคภาษีที่เสียแชมป์ให้กับพรรคก้าวไกลสะท้อนกลุ่มผู้เสียภาษี ชนชั้นกลาง ฐานเก่า ปชป.หนีไปหนุนทีมเด็กก้าวไกล

ปั่นแต้มยังไม่ขึ้น แต่ประชาธิปัตย์ก็จำเป็นต้อง “ตีฟอง” ไว้ก่อน

รวมถึงป้อมค่ายใหม่ที่เปิดตัวเป็นทางเลือก ทั้ง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็นำขบวนพรรคไทยสร้างไทยบุกตลาดอีสาน ปักฐานใหญ่ที่จังหวัดขอนแก่น เช่นเดียวกับพรรคกล้าภายใต้การนำของนายกรณ์

จาติกวณิช ก็ลุยเสริมทีม รับกระแสนิยมที่ตัวเลขผู้บริจาคภาษีให้เป็นพรรคอันดับสาม

และตามรูปการณ์ พรรคที่กระแสแรงสุด วัดจากโพลผู้บริจาคภาษี ยี่ห้อก้าวไกลก็เร่งเครื่องตีฟองแรงกว่าใคร ตามจังหวะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค นำทีมลุยน้ำท่วม เก็บแต้มทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองมหาวิทยาลัย พื้นที่ “นิวโหวตเตอร์” รุ่นใหม่ประกาศตัวพร้อมชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

สรุปทุกป้อมค่าย รุ่นเก๋า รุ่นใหม่ ค่ายเก่า ค่ายกลาง ต่างขยับ “ตีฟอง” ตามกระแส และสถานะความไม่แน่นอนทางการเมืองของผู้นำรัฐบาล

ตามประวัติศาสตร์ไม่ค่อยมีใครอยู่ครบเทอม ต้องยุบสภาก่อน

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ทุกอย่างก็ต้องรอดูเงื่อนไขกติกาใหม่ กฎหมายลูกประกอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ท้ายที่สุดจะออกมาเป็นแบบไหน

นับคะแนน หารสัดส่วน ปัดเศษซิกแซ็กกันอย่างไร

เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญของนักเลือกตั้งอาชีพที่จะเลือกปักหลักกับป้อมค่ายที่ตัวเองจะลงสมัครลุ้นเก้าอี้ผู้แทนราษฎร และนั่นยังรวมไปถึงกลุ่มทุนที่ต้องเลือกแทงพรรคที่มีโอกาสเข้าป้ายเป็นรัฐบาล

สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นปั่นตลาด ส.ส.

“ทีมการเมือง”