กมธ.ดีอีเอส จ่อถกอุดช่องโหว่ แก้โกงแอปดูดเงิน ป้อง ปชช.ถูกเอาเปรียบ

ข่าว

    กมธ.ดีอีเอส จ่อถกอุดช่องโหว่ แก้โกงแอปดูดเงิน ป้อง ปชช.ถูกเอาเปรียบ

    ไทยรัฐออนไลน์

    19 ต.ค. 2564 22:50 น.

    "กัลยา" เผย กมธ.ดีอีเอส เตรียมเชิญ "ส.ธนาคารฯ-แบงก์ชาติ" แจ้งกรณีประชาชนโดนแอปฯ ดูดเงิน ชี้ต้องอุดช่องโหว่ให้ได้ "เศรษฐพงค์" แนะรวบหน่วยงานแก้โกงดูดเงินบัตรเครดิต ระบุลดทอนความเดือดร้อน ปชช.โดยเร็วสำคัญที่สุด

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 64 น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) กล่าวถึงกรณีมีประชาชนหลายรายเจอปัญหาจากแอปฯ ที่มีการผูกกับบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตและบัตรเดบิต ที่พบยอดเงินถูกหักโดยไม่ทราบสาเหตุว่า ในสัปดาห์นี้ตนจะนำประเด็นดังกล่าวหารือในที่ประชุม กมธ. เพื่อขออนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงรายละเอียดในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อต้องการทราบว่าตามระเบียบหรือกฎที่เกี่ยวข้องนั้น สามารถปกป้องหรืออุดช่องว่าง เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ หรือถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพได้หรือไม่ และหากมีช่องโหว่จะปรับปรุงกติกาอย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ และในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หากประชาชนยังถูกหลอกด้วยเทคโนโลยีอีกเท่ากับถูกซ้ำเติม 

    "เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก รวมถึงกระทบกับประชาชนจำนวนมาก และมีผู้ที่ร้องเรียนให้หน่วยงานและสื่อมวลชนช่วยตรวจสอบ อย่างไรก็ดี กมธ.ฯ ไม่ต้องการให้เกิดการหลอกลวงผ่านเทคโนโลยีขยายวงกว้าง ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันที่ผูกกับบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต ที่แม้จะสามารถหักเงินจากบัญชีเจ้าของได้โดยตรง แต่ควรมีรายละเอียดที่เจ้าของบัตรต้องอนุมัติก่อน ไม่ใช่ถูกหักไปโดยไม่รู้ตัว" น.ส.กัลยา กล่าว 

    ด้าน พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) กล่าวว่า เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าเรามีระบบป้องกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการป้องกันไม่สามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเทคโนโลยีและรูปแบบการโกงจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ซึ่งองค์กรที่ดูแลเงินก็พยายามที่จะพัฒนาระบบป้องกันอยู่ตลอดเช่นกัน แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการคืนเงินให้เร็วที่สุด ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก ต้องลดทอนความเสียหายของประชาชนให้เร็วที่สุด

    พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า การร้องเรียนของประชาชนจะต้องทำให้จบได้ในจุดเดียว ต้องมีหน่วยงานที่ชัดเจนในการรับเรื่อง ซึ่งจะต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาทำงานร่วมกัน ไม่ต้องให้ประชาชนวิ่งไปแจ้งตำรวจ แล้วต้องไปธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วต้องไปธนาคารที่มีบัญชีที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากเรายังไม่มีแผนบริหารจัดการปัญหา ที่รวบทุกหน่วยงานเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น คือ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ประชาชนสามารถขึ้นสถานีตำรวจแจ้งความเพียงครั้งเดียวแล้วกลับบ้าน ที่เหลือจะเป็นการจัดการภายในที่ภาครัฐจะประสานข้อมูลกันเอง เมื่อรับแจ้งความแล้วจะใช้เวลากี่ชั่วโมง กี่วันต้องแจ้งให้ประชาชนทราบแล้วต้องทำให้ได้ตามนั้น 

    "ปัญหาที่เราแก้ไม่ตก คือ เรามีหน่วยงานเต็มไปหมดที่จะทำเรื่องนี้ แต่ละส่วนทำอย่างละนิดอย่างละหน่อย แต่ปล่อยให้ประชาชนเดินเรื่องเองมันไม่เวิร์ก เราต้องมีกลไกที่จะทำให้เมื่อประชาชนแจ้งว่าถูกหลอกลวงแล้ว ต้องไปหยุดการเอาเงินออกจากบัญชีให้เร็วที่สุด ภายในไม่กี่ชั่วโมงทำได้หรือไม่ แนวทางนี้เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น ที่หน่วยงานต่างๆ คือลูกชิ้นที่กระจัดกระจายอยู่ เราต้องเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐและเอกชนมาเสียบอยู่ในไม้เดียวกัน เช่น กสทช. ก.ดีอีเอส สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการมือถือ แบงก์ชาติ ตำรวจ ปอท. ฯลฯ แล้วทำงานประสานกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด" พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      แอปฯดูดเงินดูดเงินแอปฯดูดเงินประชาชนแฮกบัญชีธนาคารแอปฯดูดเงิน ปชช.บัญชีโดนแฮกกมธ.ดีอีเอสข่าวทั่วไป

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 19:01 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์