สภาวะเศรษฐกิจ“บีบ”การเมือง“บังคับ”เปิดเมือง : เดิมพันประเทศ อนาคต "ประยุทธ์"

ข่าว

    สภาวะเศรษฐกิจ“บีบ”การเมือง“บังคับ”เปิดเมือง : เดิมพันประเทศ อนาคต "ประยุทธ์"

    ทีมข่าวการเมือง

      17 ต.ค. 2564 06:26 น.

      ฝนยังหนาเม็ด กรมอุตุฯประกาศเฝ้าดูพายุเป็นระยะสถานการณ์น้ำท่วมยังอยู่ในช่วงวิกฤติหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เชิงเขาในภาคอีสานเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก เขตที่ลุ่มภาคกลางหลายจังหวัดยังอยู่ในคำเตือนเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ล้นแนวกั้นน้ำเข้าทะลักบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา บ่อปลา บ่อกุ้งเจ๊งระเนระนาด

      ประชาชนต้องขนของหนีอุทกภัยขึ้นมาอยู่บนถนน

      สภาพที่หน่วยราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครมูลนิธิ ประชาชนจิตอาสา ไม่เว้นพระสงฆ์องค์เจ้า ต่างร่วมแรง ระดมกำลังกาย กำลังทรัพย์ ช่วยเหลือผู้ยากลำบาก

      และที่ต้องเป็นหลักเลยก็คือรัฐบาล ฝ่ายบริหารประเทศ

      แบบที่เห็นคณะรัฐมนตรีจัดทีมแยกย้ายลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย นำสิ่งของไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ตรวจปัญหาหน้างาน

      แม้จะแฝงเหลี่ยมหาเสียง เจาะจงจังหวัดฐาน ส.ส.พรรคใครพรรคมัน

      อาศัยวิกฤติเป็นโอกาสหาคะแนนตามฟอร์มธรรมชาตินักเลือกตั้งอาชีพ แต่มันก็เนียนๆ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน

      ที่คึกคักและตกเป็นเป้าโฟกัสมากกว่าใครก็คือทีมงานค่ายพลังประชารัฐที่แฝงรอยร้าว “ศึกกบฏ” ภายใน สถานการณ์ก็ยังเป็นไปแบบที่ต่างคนต่างแย่งซีน ปาดหน้าชิงดีชิงเด่นกันเอง

      ระหว่างทีมถือหาง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กับฝ่ายที่เกาะเอว “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

      แบ่งคิวไปคนละจังหวัด วัดกำลัง ประชัน ส.ส.ตามแห่ใครมากกว่า

      ที่สำคัญคือการชิงอำนาจบริหารจัดการภายในพรรค ตามฉากความเคลื่อนไหวแบบที่ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ควง “มาดามบิ๊กอาย” นาง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค สายตรง “บิ๊กป้อม” เดินสายลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น

      จัดการฐานคะแนนไพรมารีโหวต ล็อกคิววางตัวผู้สมัคร ส.ส.

      ณ จุดนี้ ร.อ.ธรรมนัสก็ยังมีอำนาจและถือสิทธิ์ในฐานะเลขาธิการพรรคดำเนินการทางธุรกรรม ว่าด้วยวางตัวผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐได้อย่างชอบธรรม ภายใต้ปีกของ พล.อ.ประวิตร ที่ยืนยันเป็นคนถืออำนาจเด็ดขาดในการคัดเลือก และจัดวางคนลงสมัครในค่าย พปชร.

      ฝ่ายของ “พี่ใหญ่” ยังคุมเชิง ล็อกฐานอำนาจภายในพลังประชารัฐ

      ในจังหวะที่สายตรงทีม “เสธ.ตึกไทยฯ” อย่างนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ถูกส่งมาประกบเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค โดนรับน้องหนัก แก๊งขาเฮี้ยวดักเตะตัดขาหัวคะมำ

      ตอกย้ำแค่มวยตกเกรดจากประชาธิปัตย์ “ด้อยค่า” กันตั้งแต่วันแรก

      เกมหักเหลี่ยมเฉือนคมในหมู่ลูกหาบทีมทหารเฒ่า 3 ป. เขย่าแรงกระเพื่อมในค่ายพลังประชารัฐ มันชัดเจน สวนทางกับคำยืนยันจากปากของพี่ๆน้องๆที่บอกรักกัน ผูกพันกัน จนกว่าจะถึงวันตายกันไปข้าง

      มีดดาบซ่อนหลัง พร้อมเสียบทะลุอกได้ทุกจังหวะ

      เอาเป็นว่า ในมุมของโคตรเซียนการเมืองเดาทาง

      มันคือไฟต์บังคับ ตามสัญชาตญาณที่นักเลือกตั้งอาชีพทุกป้อมค่ายต้องอยู่ในโหมดเตรียมพร้อมสละเรือ

      เกมยุบสภาเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

      และนั่นต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อมั่นของฝ่ายถืออำนาจ อยู่ในจุดไม่เสียเปรียบในเกมหาเสียง

      โอกาสเอื้อต่อการกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาล

      ยิ่งเป็นอะไรที่เห็นได้ชัด กับปรากฏการณ์โหมโรงข่าวสำคัญ ตีปี๊บข่าวดีของประชาชนคนไทย ล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

      จ่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ไฟเขียวสถานบันเทิงกลับมาดำเนินการปกติ

      รายละเอียดตามเงื่อนไข พร้อมเปิดเมืองให้ผู้เดินทางทางอากาศจากประเทศต้นทางที่กำหนด ซึ่งได้รับวัคซีนครบโดส ไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ต่อเนื่องกับช็อตต่อไปในวันที่ 1 ธันวาคม อนุญาตให้ร้านอาหาร ผับ บาร์ สถานบันเทิงจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

      ในจังหวะต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

      ผู้นำรัฐบาลตั้งธงเรียกแขกช่วงไฮซีซัน โกยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ รีสตาร์ตเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจ หารายได้เข้าประเทศ ในภาวะคลังใกล้ถังแตก ตูดขาด

      โอกาสกระตุ้นชีพจร ไฟต์บังคับทางเศรษฐกิจ

      ตามสภาพถ้าปิดประเทศยาวกว่านี้ ธุรกิจท่องเที่ยวและห่วงโซ่ที่เกี่ยวเนื่องมีหวังล้มหายตายจาก พล.อ.ประยุทธ์ แทบไม่เหลือทางเลือกให้ตัดสินใจ ในภาวะมหาวิกฤติเศรษฐกิจ

      โจทย์โคตรโหดหินของรัฐบาลจะยิ่งแทบไม่มีทางแก้

      แต่เหนืออื่นใด สำคัญกว่าปมเศรษฐกิจ มันคือ เงื่อนบังคับทางการเมือง

      ตามสัญญาประชาคมที่ผู้นำประกาศเป็นพันธสัญญาได้ยินกันทั่วโลก นายกรัฐมนตรีของไทยประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 4 เดือนที่แล้ว จะเปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วัน

      ซึ่งมันครบกำหนดวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

      ตรงตามกำหนดเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงการณ์ผ่านทีวี เปิดประเทศได้ทันกำหนดพอดิบพอดี

      นี่คือเหลี่ยม “เด้งเชือก” เกมยุทธ์ของนักการเมืองอาชีพที่จำเป็นต้องรักษาเครดิตคำพูดไว้ก่อน ทำได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” เพิ่งประกาศขอต่อโปรโมชันอำนาจ

      ส่งซิกขอเป็นนายกรัฐมนตรีอีก 5 ปี เพื่อทำให้ประเทศดีกว่านี้

      ผู้นำทิ้งไพ่ใบสำคัญแต่หัววัน ขืนเปิดประเทศไม่ทัน 120 วันตามลั่นวาจาไว้ มันจะเป็น “ตราบาป” ที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ขย้ำแผล พล.อ.ประยุทธ์ แห่ประจานความบ้อท่าของผู้นำ

      ผลัก “บิ๊กตู่” ลง “หลุมดำ” ยากจะปีนขึ้นมาได้

      โอกาสต่อเวลาลากยาวอำนาจยิ่งลำบาก กลายเป็นขวากหนามที่เพิ่มเข้ามาผสมกับปมป่วนในการยึดค่ายพลังประชารัฐ ไหนจะปมรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ห้ามเป็นนายกฯเกิน 8 ปี

      นี่คือสถานการณ์บีบ ทั้งที่รู้ว่า “เสี่ยง” พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องลุยไฟ

      เลือกไปตายเอาดาบหน้า

      ทั้งๆที่รู้ดีว่าอันตราย การตัดสินใจเปิดประเทศในสถานการณ์ไม่ชัวร์ ทั้งในมุมของการฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศที่ยังต่ำกว่าเป้าอีกเยอะ คนไทยไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็มแรกมีจำนวนมาก

      “ภูมิคุ้มกันหมู่” ยากที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้

      ที่สำคัญเลย รัฐบาลเพิ่งตัดสินใจฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12–17 ปี เพื่อให้นักเรียนกลับมาเรียนในห้องเรียนได้ตามปกติ หลังจากเรียนออนไลน์อยู่บ้านมาตลอดเทอมแรก

      คุณภาพการศึกษาต่ำลงตามสภาพการเรียนการสอนที่ทำได้ไม่เต็มที่

      เด็กกำลังจะเปิดเทอมกลับมาเรียนปกติในต้นเดือนพฤศจิกายน ตรงกับดีเดย์เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โอกาสความเสี่ยงย้อนแย้งกันเลย

      แม้จะมีเสียงจากฝั่งหนุนรัฐบาล ต้องเห็นใจผู้นำที่ไร้ทางเลือก จำเป็นต้องเปิดประเทศประคองเศรษฐกิจ และก็เป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยที่ควรต้องดูแล

      ตัวเองและคนใกล้ตัว

      ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ ในภาวะที่โควิดยังอยู่กับเราไปอีกนาน

      แต่ตามฉากอย่างที่เห็นกันตรงหน้า ตัวเลขติด

      เชื้อเริ่มดีดกลับมาใหม่ คลัสเตอร์โควิดโผล่ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่กลับมาโซนแดงเถือก

      ผ่อนคลายล็อกดาวน์ ไวรัสมรณะอาละวาดหนักทันที

      มันคือสัญญาณอันตราย หากการเปิดประเทศโดย ไม่มีมาตรการรองรับ ในภาวะที่เชื้อไวรัสมรณะพร้อมกลับมาระบาดหนัก เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์

      แบบที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือน ถามรัฐบาลพร้อมแค่ไหน

      หากสถานการณ์เลวร้าย เปิดเมืองแล้วเกิดการระบาดระลอกสี่ ระลอกห้า ในภาวะที่ระบบสาธารณสุขเกินมือรับไหว โรงพยาบาลเตียงล้น ไม่มีที่รองรับคนป่วยหนัก

      ตามเงื่อนไข มันคือ “เดิมพัน” ที่สูงมาก สำหรับอนาคตทางการเมือง “บิ๊กตู่”

      ต้องสวดมนต์ให้คุณพระคุ้มครอง เปิดประเทศแล้วปลอดภัยจากโควิด ท่องเที่ยวฉลุย ก็คงไม่มีอะไรสกัด พล.อ.ประยุทธ์อยู่ อย่าว่าแค่ 5 ปี จะต่อเวลาไปอีกยาวแค่ไหนก็ยากที่ใครจะสกัดได้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากเปิดเมืองแล้วพังพินาศ

      มันไม่ใช่แค่โอกาสไปต่อของ “บิ๊กตู่” จะจบเท่านั้น

      แต่มันหมายถึงอนาคตประเทศไทยก็ไปต่อลำบากเลย.

      “ทีมการเมือง”

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        ประยุทธ์ จันทร์โอชาประวิตร วงษ์สุวรรณหาเสียงเลือกตั้งพลังประชารัฐทีมข่าวการเมืองวิเคราะห์การเมือง

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09:21 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์