คืนอำนาจให้ รมต. แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังอยู่ คุมโควิดและม็อบ ก็ยังอยู่ในมือนายกฯ

ข่าว

    คืนอำนาจให้ รมต. แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังอยู่ คุมโควิดและม็อบ ก็ยังอยู่ในมือนายกฯ

    ไทยรัฐออนไลน์

    5 ต.ค. 2564 20:26 น.

    • ต่อให้ประกาศคืนอำนาจทั้ง 31 ฉบับ ให้รัฐมนตรี และการขยายเคอร์ฟิวเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำหรือเป็นผลลบ
    • การยืดระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 2 เดือน จนถึงพฤศจิกายน น่าจะมีปัจจัยมาจากหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเมือง น้ำท่วม และโควิด-19 ที่ยังไม่เรียบร้อย
    • แต่อำนาจเต็ม จริงๆ แล้วก็ยังอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งสามารถคุมได้ทุกอย่าง รวมถึงจัดการม็อบ

    การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศคืนอำนาจให้กับรัฐมนตรี หรือผู้รักษาการตามกฎหมาย รวม 31 ฉบับ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา หลังจากรวบอำนาจมาเป็นของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์โควิด-19 โดยอ้างถึงความเป็นเอกภาพ หรือ ความเป็นซิงเกิลคอมมานด์ ทำให้ภาพความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาลดีขึ้นมาได้บ้าง

    เนื่องจากก่อนหน้านี้การควบคุมสถานการณ์โควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนรวบอำนาจทั้งหมด ที่ผ่านมาจึงเห็นภาพลูกพรรคในภูมิใจไทยหลายคนเรียกร้องเรื่องการคืนอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุข ที่หัวหน้าพรรคอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวเรือสำคัญ สามารถเข้ามาบริหารจัดการแบบเต็มตัวได้เสียที เพราะมองว่าเรื่องโควิด-19 หากมีภาพลบมาก อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้

    เมื่อมีการรวมศูนย์อำนาจมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ เมื่อถูกวิจารณ์ ผลกลับมาตกอยู่ที่ นายอนุทิน เพียงคนเดียว ก่อนจะเกิดภาวะพรรคร่วมรัฐบาลโยนเผือกร้อนให้นายกฯ ว่าทั้งหมดเป็นเพราะนายอนุทิน ไม่มีอำนาจ เป้าการโจมตีระยะหลังจึงอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แทน เจ้าตัวเลยต้องคิดเกมแก้ คืนอำนาจให้กลับไปเช่นเดิม

    แต่ใช่ว่าอำนาจทุกอย่างจะหายไป

    รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยว่า แม้จะคืนอำนาจดังกล่าวทั้งหมด แต่อย่าลืมว่าปัจจุบัน ยังมีพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจอยู่ เพียงแต่อำนาจหน้าที่ของกฎหมายทั้ง 31 ฉบับจะกลับไปสู่รัฐมนตรีเกี่ยวข้องมากขึ้นเท่านั้น เช่น เรื่องสถานการณ์โควิด-19 ก็จะไปอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงต้องไปจับตาดูที่ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ว่าเนื้อหาจะออกมาเป็นอย่างไร

    อาจจะเป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

    การคืนอำนาจให้กับรัฐมนตรี มองว่ามีปัจจัยหลายอย่าง ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการบริหาร เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น จึงสามารถคืนอำนาจได้ เรื่องคะแนนเสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็มีส่วน เพราะตัว พล.อ.ประยุทธ์ ก็ตกเป็นเป้าของการจัดการโควิด-19 มากกว่านายอนุทิน ที่เป็นรัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องการบริหาร ส่วนการยืดระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 2 เดือน จนถึงพฤศจิกายนนั้น เชื่อว่าเหตุผลน่าจะมีปัจจัยมาจากหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเมือง น้ำท่วม และโควิด-19 ที่ยังไม่เรียบร้อยดี

    “เรื่องของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มันเกี่ยวข้องเรื่องทางการเมืองด้วย และตอนนี้ก็มีปัจจัยแวดล้อมเข้ามา ในเรื่องของน้ำท่วม ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่ท่านนายกฯ เองก็จะไปแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งในสถานการณ์น้ำท่วมก็ยังต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เป็นไปได้ แล้วไปเกี่ยวข้องกับตัวการแก้ปัญหาโควิด-19 ซึ่งมันก็ยังไม่ได้จบลงอย่างเรียบร้อยและสิ้นเชิง” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

    คนเปรียบเทียบเรื่องการบริหารระหว่าง ทักษิณ และ บิ๊กตู่

    ในช่วงของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายทักษิณ ชินวัตร มีโรค SARS ระบาดเกิดขึ้นในโลกเช่นเดียวกัน แต่ขณะนั้น นายทักษิณ กลับเลือกใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรค เพียงฉบับเดียว ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีการระบาดของโควิด-19 จึงมีส่วนทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ทำให้คนในสังคมเกิดการตั้งคำถามในกระบวนการต่างๆ ในเรื่องการบริหารจัดการของพล.อ.ประยุทธ์ ที่รวมอำนาจหลายฉบับมาอยู่ในมือ แต่ผลของโควิด-19 กลับมีการระบาดหลายระลอกอยู่จนถึงปัจจุบัน

    ขณะที่การขยายเคอร์ฟิวออกไปอีก 1 ชั่วโมง ใจจริงแล้วรัฐบาลต้องการขยายเวลาเอื้อต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร และต้องการใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่มีแค่โควิด-19 ที่กวนใจ แต่ยังมีม็อบรายวันที่คอยเป็นเสี้ยนหนามให้พอรำคาญอีกด้วย

    รศ.ดร.ยุทธพร ให้มุมมองกับไทยรัฐออนไลน์เพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า ถึงแม้จะขยายระยะเวลาเคอร์ฟิวจาก 21.00 น. ไปเป็น 22.00 น. แต่เรื่องนี้จะไม่มีผลบวกหรือลบกับทางรัฐบาลมากหนัก เพราะขยายเพิ่มแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และม็อบคงไม่แรงไปมากกว่านี้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังสามารถรอเวลาที่จะใช้อำนาจเต็มหลังเคอร์ฟิวจัดการม็อบได้อยู่เสมอ ส่วนม็อบก็มีเวลาชุมนุมต่อได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นสิ่งที่มีผลคือประเด็นของม็อบที่จะหล่อเลี้ยงมวลชนได้อย่างไร เมื่อมีทั้งเรื่องโควิด-19 และการจับกุมคุมขังแกนนำ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากกว่า จึงเป็นเรื่องที่ม็อบเองก็ยังต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน

    “แกนนำที่ถูกจำกัดด้วยอำนาจรัฐ ก็อาจจะทำให้การเคลื่อนไหว มีข้อจำกัด แม้ว่าทางกลุ่มจะบอกว่า เป็นการเคลื่อนไหวแบบไม่มีแกนนำ แต่ว่าในสภาพความเป็นจริง การทำงานมวลชนอย่างไรก็ต้องมีแกนนำ มีคนที่จะชี้ให้เห็นถึงทิศทาง หรือเดินไปทางไหน การเคลื่อนไหวที่จะปราศจากแกนนำเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น การจับกุมและใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ก็มีส่วนที่ทำให้การเคลื่อนไหวมีปัญหาและอุปสรรคพอสมควร” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

    3 ป. ไม่มีวันแตกจากกัน-ม็อบต้องต่อให้ติด

    สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ เรื่องม็อบที่จะนำมวลชนอย่างไรต่อไป เพื่อให้จุดติดครั้งใหญ่ได้อีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 เช่นนี้ เพราะการจะล้มรัฐบาลท่ามกลางการต่อสู้กับข้อจำกัดเรื่องการรวมตัวในสภาวะโรคระบาด และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ถือเป็นสิ่งที่ยากและหนักหน่วงมากพอสมควร เมื่อคนเห็นด้วยจากต่างจังหวัดไม่สามารถเดินทางมาร่วมการชุมนุมได้ ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการปลุกม็อบต่อ

    ส่วนการคืนอำนาจให้รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวงจัดการกับโควิด-19 หากนายอนุทิน ทำได้ดี ก็จะส่งผลบวกอย่างมหาศาล แต่ถ้าหากทำไม่ได้ แน่นอนว่าเรื่องคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะถึง อาจต้องทำการบ้านหนักในโค้งสุดท้ายอีกครั้ง เพื่อลบภาพเดิม และชูนโยบายที่ต้องเอาใจคนรุ่นใหม่ให้ได้ ซึ่งครั้งนี้อย่าลืมว่าคนไทยอาจไม่ได้ลืมไวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนนี้ก็ต้องเก็บแรงไว้สู้กับการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐ แม้ 3 ป.จะไม่มีทางแตกจากกัน แต่การเลือกตั้งครั้งหน้า คนในพรรคก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าจะเสนอ บิ๊กตู่ เป็น นายกฯ อีกสมัยหรือไม่ หรือสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกประกาศวางมือยอมทิ้งเก้าอี้แล้ว แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดตอนนี้ คือ ต่อให้เปลี่ยนหน้าผู้เล่น อำนาจหลังบ้านทั้งหมดก็ยังคงเป็นของ 3 ป. อยู่ดี

    รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เห็นการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี การตั้งพรรคใหม่ จึงอาจเป็นเหมือนยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐไปด้วย แต่กระแสข่าวดังกล่าวก็ยังไม่ทราบคำตอบว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้จริงในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

    “มันยังมีเงื่อนไขหลายอย่างที่รออยู่ข้างหน้า ถ้าสมมติว่ายุบสภาก่อน ก็จะเป็นประเด็น ถ้าเสนอชื่อท่านแล้วเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ เรื่องการดำรงตำแหน่ง 8 ปี จะเป็นอย่างไร ยิ่งอยู่ครบวาระไปจนถึงปี 2566 อันนั้นยิ่งเป็นปัญหาเลย อาจจะต้องไปสู่การตีความแน่นอน เพราะครบ 8 ปี คือ สิงหาคม ปี 65 ซึ่งจะเป็นปัญหา” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

    สุดท้ายเรื่องนี้จะจบอย่างไร เราคงต้องไปดูที่การตีความของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ว่าจะออกมาแบบไหน ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมและการเมืองอย่างแน่นอน แต่การลงจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีจะโดนคดีย้อนหลังหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก เพราะไม่มีสมการตายตัวว่าลงจากตำแหน่งแล้วจะถูกเช็คบิลย้อนหลังหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยหลายอย่างรออยู่

    ผู้เขียน : Supattra.l
    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      special contentคืนอำนาจคุมโควิด 31 ฉบับโควิด-19ยุทธพร อิสรชัยประยุทธ์ จันทร์โอชาอนุทิน ชาญวีรกูลกระทรวงสาธารณสุขม็อบชุมนุมขยายเคอร์ฟิวโรค SARSเลือกตั้ง3 ปพรรคพลังประชารัฐทักษิณ ชินวัตรข่าวการเมืองข่าวการเมืองออนไลน์ข่าวการเมืองล่าสุด

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 เวลา 22:05 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์