“บิ๊กตู่” ชี้ วันนี้เป็นอีกหมุดหมายสำคัญนำไปสู่การเปิดเมือง-เปิดประเทศ เด็กเตรียมกลับมาเปิดเทอมและเรียนในห้องได้อย่างปลอดภัยหลังฉีดวัคซีน
เมื่อเวลา 16.58 น. วันที่ 4 ต.ค. 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคลื่อนไหวผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19 เพื่อนำไปสู่การเปิดเมือง เปิดประเทศ นอกจากวันนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะลดต่ำลงกว่า 10,000 คน พร้อมกับยอดผู้เสียชีวิตต่ำกว่า 100 คน ซึ่งเป็นสัญญาณของสถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นวันเริ่มต้นการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับลูกหลานของเรา คือ นักเรียนทั่วประเทศที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยช่วงเช้าได้ไปเปิดงาน Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีนเด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ณ โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร
กระทรวงศึกษาธิการ แจ้งว่ามีผู้ปกครองแจ้งความจำนงให้บุตรหลานฉีดวัคซีน 3.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 ของนักเรียนที่อายุ 12 ปีขึ้นไป ประมาณ 5 ล้านคน โดยจะมีการจัดสรรวัคซีนให้กับทุกจังหวัดได้ฉีดภายในเดือน ต.ค. ไม่มีกำหนดเวลาในการสิ้นสุดการฉีด ดังนั้น หากมีผู้แสดงความจำนงเพิ่มเติมก็จะดำเนินการฉีดให้ได้ สำหรับกลุ่มนอกระบบการศึกษา รวมทั้งเด็กเรียนที่บ้าน หรือโฮมสคูล ก็สามารถติดต่อลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลที่รักษาประจำ หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านได้เช่นกัน ส่วนเด็กนักเรียนที่ยังไม่ได้รับการฉีดก็จะไม่เป็นเงื่อนไขในการเข้ารับการศึกษา
...
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุต่อไปว่า สำหรับเด็กจะฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ที่รัฐบาลสั่งซื้อและได้รับมาแล้ว 2 ล้านโดส กำลังจะเข้ามาอีก 8 ล้านโดส เป็นวัคซีนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข รับรองให้สามารถฉีดผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ หลายประเทศก็มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กลุ่มเด็กมาแล้ว ผลการศึกษาพบว่ามีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการฉีด 2 เข็มเหมือนกับการฉีดผู้ใหญ่ และมีระบบติดตามอาการและความปลอดภัยเช่นเดียวกัน
การฉีดวัคซีนโควิดให้กับเด็กนักเรียนทั่วประเทศ จะทำให้สามารถเปิดสถานศึกษาได้ ให้เด็กนักเรียนได้กลับไปสู่บรรยากาศการเรียนตามปกติ แบบ New Normal ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของการเรียนรู้ตามวัย ที่ไม่ต้องจ้องแต่หน้าจอตลอดทั้งวันโดยไม่ได้เจอเพื่อนและคุณครู จะได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ในโรงเรียนที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆ ที่สำคัญคือช่วยปกป้องอนาคตของชาติจากโรคร้าย สามารถร่วมทำกิจกรรมนอกบ้านกับครอบครัวได้โดยไม่ต้องกังวลเหมือนก่อน ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้เป้าหมายการเปิดประเทศของเรา ความปลอดภัยและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดให้มีการฉีดวัคซีนกับบุคลากรด้านการศึกษามาล่วงหน้าแล้วกว่า 70% ทั่วประเทศ พร้อมทั้งกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำแนวปฏิบัติ Sandbox : Safety Zone in School สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อม สามารถเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ขอให้โรงเรียนและนักเรียนปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด และหากโรงเรียนใดมีการเปิดเรียนแล้วพบการติดเชื้อภายในโรงเรียน ก็ต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการเตรียมการรับมือไว้แล้วอย่างเคร่งครัด
“ผมเชื่อว่าการให้บริการวัคซีนกับลูกหลานของเราด้วยความสมัครใจในวันนี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้อนาคตของชาติได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ที่เด็กๆ จะได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันในห้องเรียนอย่างปลอดภัย โดยที่ผู้ปกครองคลายความกังวลได้”.