ระวังพาชาติพัง : เตือนอำนาจเก่าทวนกระแสประชาชน

ข่าว

    ระวังพาชาติพัง : เตือนอำนาจเก่าทวนกระแสประชาชน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      4 ต.ค. 2564 05:33 น.

      นับเป็นบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทวางยุทธศาสตร์ กำหนดยุทธวิธีระดับบิ๊กเบิ้ม เพราะเป็นผู้นำทางความคิดระนาบเดียวกับ “เสี่ยเอก-อาจารย์ป๊อก” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แม่ทัพใหญ่แห่งคณะก้าวหน้า

      ในวงการขานชื่อนิกเนมว่า “ต๋อม” นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดมุมมองถึงทิศทางการเปลี่ยนโฉมประเทศไทย

      โดยบอกกับ ทีมข่าวการเมือง ระหว่างตระเวนลงพื้นที่จังหวัดภาคเหนือในช่วงปิดสมัยประชุมสภา หัวหน้าพรรค (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์) และผมแยกสายขึ้นภาคเหนือ ส.ส.คนอื่นๆ ก็กระจายทำกิจกรรมในแต่ละพื้นที่

      ทริปนี้ได้ไป จ.พะเยา เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 3 เขต โดยไม่ต้องเกรงใจใคร และปิดท้ายที่ จ.เชียงราย

      เดือน ต.ค.64 ตั้งใจเดินสายให้ครบทุกภาค สัปดาห์นี้ไปภาคตะวันออก ถัดไปบุกภาคอีสานอีกรอบ ก่อนล่องใต้ วนเข้าพื้นที่ภาคกลาง กทม.-ปริมณฑล

      ภายใต้ภารกิจที่สำคัญมาก พบปะประชาชนและคณะทำงานพรรคจังหวัด

      เพื่อใช้เวลาอย่างเต็มที่สร้างเสริมความเข้มแข็งโครงสร้างพื้นฐานของพรรค

      ต้องยอมรับพอเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล ก็เกิดสถานการณ์วิกฤติโควิดตั้งแต่ต้นปี 63 โอกาสได้พบปะคณะทำงานฯ ประชาชนในพื้นที่ต่างก็มีจำกัด เพราะต้องรักษาระยะห่างตามมาตรการป้องกันโควิด

      ตอนนี้คงใช้เวลาอย่างเต็มที่ พบปะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พูดคุยกับประชาชนถึงแนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญของประชาชน ไปเฟ้นหานโยบายจะนำเสนอต่อประชาชน

      ครั้งนี้เราให้ความสำคัญการทำงานในพื้นที่เชิงลึก หลังจากในสมัยพรรคอนาคตใหม่มีเวลาทำงานในพื้นที่น้อยมาก ซึ่งผู้ลงคะแนนบางคนอาจไม่ได้เจอผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคด้วยซ้ำไป

      ฉะนั้น ขั้นตอนคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต อัดแน่นไปด้วยความประณีต พิถีพิถัน เฟ้นหาผู้ที่เหมาะสม แนะนำตัวต่อประชาชน ทดลองทำงาน ประเมินและพัฒนายุทธศาสตร์การเลือกตั้งร่วมกัน รับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่

      ใช้เวลาพอสมควรอย่างน้อย 4-6 เดือนที่ต้องทดลองทำงานในพื้นที่ ถึงผ่านด่านคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งและจบที่คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้คนที่ตรงปก มีแนวคิดหรืออุดมการณ์ตรงกับพรรค

      เราส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทุกเขตแน่ ไม่ว่าระบบเลือกตั้งเปลี่ยนเป็น 400 เขตหรือ 350 เขตเหมือนเดิม เพราะทิศทางและนโยบายพรรคให้ความสำคัญกับ ส.ส.เขตมากที่สุด

      ซึ่งเป็นการสร้างฐานที่มั่นทางการเมืองให้กับพรรคในระดับฐานราก ให้ได้ลองทำงานการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

      หากเป็นพรรคหลักเข้าไปบริหารประเทศ จำเป็นต้องชนะ ส.ส.เขตให้ได้มากที่สุด

      ขณะเดียวกัน เราเตรียมส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.แน่นอน เพราะสนาม กทม.แม้เลือกตั้งท้องถิ่น แต่เป็นเวทีการเมืองระดับชาติ

      อย่าลืมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ต้องคะแนนเป็นล้าน อย่างต่ำ 7-8 แสนคะแนน เป็นสนามที่บุคคลได้คะแนนเสียงเยอะที่สุดในประเทศ ขณะที่ ส.ส.ได้คะแนนสูงสุดแค่ 7-8 หมื่น

      ฉะนั้น เมื่อยังไม่ชัดเจนจะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อไหร่ รอจังหวะที่เหมาะสมถึงเปิดตัว เปิดเร็วไปอาจไม่ดี

      ขอเน้นผู้สมัคร ส.ส.เขตก่อน มาถึงวันนี้ค่อนข้างมั่นใจระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบก็สนุกเหมือนกัน เชื่อว่าพรรคก้าวไกลโตมากขึ้นแน่นอน

      เพราะพรรคเข้มแข็งมากขึ้น มีเวลาเตรียมตัว ส.ส.มีผลงานการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นที่รู้จักและประชาชนยอมรับในบทบาท มีเวลาพัฒนานโยบาย มั่นใจนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ดี

      แม้มี ส.ส.ย้ายออกจากพรรค ก็ไม่มีปัญหา และนับเป็นบทเรียนในการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.และเป็นบทเรียนการทำรากฐานของพรรคให้เข้มแข็ง รากฐานของพรรคที่เข้มแข็งเท่านั้น จะทำให้สามารถได้นักการเมืองมีคุณภาพ สามารถควบคุม จำกัดนักการเมืองของพรรคให้ยึดโยงกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้

      “การเลือกตั้งครั้งหน้ามั่นใจพรรคเติบโตขึ้นแน่นอน เพราะที่ผ่านมาชนะ ส.ส. 30 เขต อันดับสอง 77 เขต

      อันดับสาม 38 เขต ซึ่งมีคะแนนเกิน 2 หมื่นเสียง ไม่หนีอันดับหนึ่งหรืออันดับสองมากนัก

      และตอนนี้เราเป็น ส.ส.สมัยแรกก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ใคร

      ถ้าเป็นฝ่ายบริหารต้องใช้ประสบการณ์ ใช้ความคิดแบบใหม่ เชื่อว่าก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ใคร

      แต่ถ้าไปอาศัยประสบ การณ์แบบเก่า ความคิดกรอบเก่ามันนำพาประเทศไม่ได้”

      การทำงานการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่มาถึงพรรคก้าวไกล แรงเสียดทานระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ ทำให้อุดมการณ์ของพรรคก้าวไกลหวั่นไหวอย่างไร นายชัยธวัช บอกว่า ไม่หวั่นไหวใดๆ

      “ทำงานการเมืองแบบใหม่ ไม่ง่ายเหมือนที่คิดและพูด แต่รูปธรรมที่เป็นจริงต่างหากเป็นโจทย์สำคัญ

      เราต้องคิดค้นทดลองทำไปเรื่อยๆ สร้างสิ่งใหม่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมแบบเก่า มันมีแรงเสียดทาน

      ซึ่งเป็นความท้าทายที่เหมือนบททดสอบ เพราะมีเรื่องความไม่คุ้นเคย ความคาดหวังจากประชาชน

      การเมืองที่อยากทำให้เกิด ไม่สามารถเกิดในเร็ววัน เรากำลังสรุปบทเรียน สรุปองค์ความรู้

      โดยเฉพาะที่ได้จาก ส.ส.เขต คณะทำงานพรรคแต่ละจังหวัด มีอะไรเป็นความท้าทายที่เผชิญ ต้องแก้ไข

      ยังต้องเรียนรู้ พัฒนาต่อเนื่อง เพราะอีกยาวไกลกว่าจะเดินไปให้ถึงเป้าหมายการเมืองใหม่”

      “ทีมการเมือง” ถามถึงสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังพัดไหวไปถึงเป้าหมาย ก้าวต่อไปเพื่ออนาคตไทยทุกคน สู่อนาคตใหม่ ก้าวหน้า เท่าเทียม

      นายชัยธวัช บอกว่า อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้อำนาจเป็นของคนส่วนใหญ่

      แต่เมื่อเราอยากเปลี่ยนแปลงอะไร กลุ่มอำนาจที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิม ย่อมต่อต้าน ทิ่มแทงผู้ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง นับเป็นเรื่องธรรมดา

      ฉะนั้น แรงปะทะใต้ดินบนดินย่อมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

      ความท้าทายที่ต้องผลักดันเกิดขึ้นอีกอย่าง คือ ความคิดและวัฒนธรรมการเมืองใหม่ในสังคม ซึ่งความคิดที่คุ้นเคย อยู่ในกรอบเก่า ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้

      โดยเปลี่ยนความคิดสังคม ความเชื่อทางวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมๆ ให้ไปข้างหน้า ปรับโครงสร้างประเทศ เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

      สุดท้ายการเปลี่ยนประเทศ ไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้ง ต้องสร้างสถาบันการเมืองให้เข้มแข็ง

      พรรคก้าวไกลจะทำความเข้าใจอย่างไรกับชนชั้นนำ ทุนใหญ่ กองทัพ ฝ่ายอนุรักษนิยม นายชัยธวัช บอกว่า ทุกฝ่ายมองเราอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับมองเห็นหรือไม่ว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน

      ทั้งกลุ่มทุน เศรษฐกิจ โครงสร้างการเมือง โครงสร้างความมั่นคง หากไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคน ทุกฝ่ายพังหมด ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับฝ่ายไหน ขณะที่กลุ่มอำนาจเดิมที่ไม่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องเข้าใจว่าถึงจุดหนึ่งถ้าทุกฝ่ายฝืนการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว

      สุดท้ายย่อมเกิดปะทะกันรุนแรงในทางการเมือง

      ทางออกที่ดีควรแสวงหาระบบการเมืองลงตัว อยู่ร่วมกันได้ ผ่านกระบวนการ ส.ส.ร.มาจากประชาชน เพื่อแก้โจทย์ของประเทศ และยังมีโจทย์อื่นซ้อนทับเข้ามา โดยเฉพาะการปฏิรูปสถาบัน รวมถึงการชุมนุมของเยาวชน

      แน่นอนปริมาณผู้ชุมนุมเล็กลง แต่ความรู้สึกร่วมของประชาชนไม่ได้ลดลง

      แถมรู้สึกรุนแรงมากขึ้นกับระบบเมืองที่เป็นอยู่ คดีการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงคดี 112 คดีการชุมนุม ซึ่งไม่ใช่คดีอาชญากรรม หากปล่อยให้จบที่ศาล เชื่อว่าไม่มีทางจบ

      ฉะนั้น ควรใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไข

      ขณะเดียวกัน ในรอบหลายปีก็เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว เป็นธรรมชาติของทุกสังคม ความคิดในสังคมแบบใหม่ๆ มันเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งรุ่นใหม่ วัยกลางคน ผู้สูงอายุ

      ถ้าไม่ปฏิรูปอะไรเลย อาจเกิดเปลี่ยนแบบสุดขั้ว

      เชื่อว่าไม่มีใครปรารถนาอยากให้เกิดขึ้นแน่นอน.

      ทีมการเมือง

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      เลือกตั้งเลือกตั้ง ส.ส.พรรคก้าวไกลชัยธวัช ตุลาธนเลขาธิการพรรคก้าวไกลปฏิรูปการเมืองบทวิเคราะห์วิเคราะห์การเมืองทีมการเมือง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 05:39 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์