ย้อนรอย 15 ปี ครบรอบ "รัฐประหาร" รัฐบาลทักษิณ 19 กันยายน 2549

ข่าว

    ย้อนรอย 15 ปี ครบรอบ "รัฐประหาร" รัฐบาลทักษิณ 19 กันยายน 2549

    ไทยรัฐออนไลน์

    19 ก.ย. 2564 10:12 น.

    • คืนก่อนรัฐประหาร ทักษิณ พยายามอย่างสุดความสามารถแล้วที่จะต่อต้านการยึดอำนาจของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนไม่ทันการณ์
    • ครบรอบ 15 ปี ไทยได้อะไรจากการทำรัฐประหารบ้าง ทำไมประชาธิปไตยของไทยเหมือนยังไม่เต็มใบสักที?
    • เหตุใดหลังจากวันนั้น ไทยยังถูกทำรัฐประหารซ้ำอีก โดยไม่ปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ต่อไป แล้วให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นตัวตัดสินว่า รัฐบาลเดิมหรือคนใหม่ ใครจะได้ไปต่อ รวมถึงปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเดินตามครรลองตามที่ควรจะเป็นแทน

    จำได้ไหม คืนวันที่ 19 ก.ย. 2549 ตอนนั้นทำอะไรกันอยู่? รู้แต่ว่าเปิดทีวีไปช่องไหนก็มีแต่หน้า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นั่งอ่านแถลงการณ์อยู่หน้าจอโทรทัศน์แทบทุกช่อง เพื่อยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่ปัจจุบันถูกถอดยศเหลือแค่นายทักษิณแล้ว

    แล้วก่อนหน้านั้น เกิดอะไรขึ้น?

    การโค่นล้มระบอบทักษิณ เกิดขึ้นจากคดีซุกหุ้นเมื่อปี 2544 ที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยแรก จากการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า นายทักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความเป็นเจ้าของหุ้น โดยการโอนหุ้นที่มีอยู่ไปให้คนรับใช้ คนรถ และคนสวนถือแทน

    จากนั้นวันที่ 3 ส.ค. 2544 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย มีมติด้วยเสียง 8 ต่อ 7 ว่า นายทักษิณไม่ได้มีเจตนาในเรื่องดังกล่าว แต่ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยในคำตัดสินของศาล ว่าอาจถูกแทรกแซงจากนายทักษิณหรือไม่ จนศาลรัฐธรรมนูญถูกร้องเรียน และตุลาการถึง 4 คน ถูกถอดถอนในเวลาต่อมา

    แต่นายทักษิณก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกได้ครบเทอม จนถึง 11 มี.ค. 2548 และได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอีกครั้งในปีนั้น เนื่องจากได้รับคะแนนนิยมอย่างล้นหลามที่มองว่านายทักษิณเป็นนายกฯ ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้าและต่างจังหวัด ที่เป็นฐานเสียงสำคัญ จนมาสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 แต่เส้นทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมักถูกนักวิชาการฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ

    จุดเริ่มต้นการขับไล่ ทักษิณ

    ปลายปี 2548 นายทักษิณถูกโจมตีอย่างหนัก จนถึงขั้นถูกขับไล่ให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยการนำของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่จัดรายการอย่างเผ็ดร้อน เรื่องปมการทุจริต กล้าเปิดหน้าท้าชน จนถูกพัฒนามาเป็น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ คอนเสิร์ตการเมือง ที่รูปแบบเป็นการจัดรายการนอกสถานที่ มีผู้ชมเข้ามาร่วมฟังรายการสดได้ที่สวนลุมพินี

    กระทั่งวันที่ 13 ม.ค. 2549 นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวก ได้พาผู้ชมกว่า 3,000 คน เดินเท้าจากสวนลุมพินีไปกดดันให้นายทักษิณลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงทำเนียบรัฐบาล และบุกรุกเข้าไปภายใน มีการทำลายทรัพย์สินทางราชการ แต่ก็ถูกสลายการชุมนุมในคืนวันนั้น เนื่องจากวันต่อมา ทางทำเนียบรัฐบาลต้องใช้เป็นสถานที่จัดงานวันเด็กแห่งชาติ

    ฟางเส้นสุดท้ายของการไล่ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดในกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จำกัด (พีทีอี) หรือ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ได้เงินมากว่า 73,271 ล้านบาท

    โดยถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างรุนแรงว่า ใช้อำนาจเอื้อต่อผลประโยชน์ของครอบครัว ไม่มีการเสียภาษีรายได้ และถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จุดม็อบติด ปลุกมวลชนออกมาประท้วงบนถนนขับไล่นายทักษิณออกจากตำแหน่งอย่างจริงจัง

    ทำให้ นายทักษิณ ทนกระแสกดดันไม่ไหว ประกาศยุบสภาในวันที่ 24 ก.พ. 2549 แต่ยังคงสถานะรัฐบาลรักษาการ พร้อมประกาศให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่ในวันที่ 2 เม.ย. 2549

    ม็อบยังคงกดดันอย่างหนัก

    แต่แล้วช่วงต้นเดือน มี.ค. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือม็อบเสื้อเหลือง นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้นำมวลชนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้นายทักษิณลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ ประกาศความต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 215 วรรคสอง บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จึงทำให้นายทักษิณประกาศว่าไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งได้

    วันเลือกตั้งก็มาถึง

    2 เม.ย. 2549 วันดันทุรังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แน่นอนว่าพรรคไทยรักไทยยังได้รับคะแนนเสียงข้างมาก ชนะการเลือกตั้ง แต่ก็เกิดปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องการฉีกบัตรเลือกตั้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มีจำนวน ส.ส.ไม่ครบในสภา และถูก 3 พรรคฝ่ายค้านแฉว่า จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ขัดกฎหมายลูก โดยครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งด้วย

    นายทักษิณจึงแสดงสปิริต โดยออกแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ของคืนวันที่ 4 เม.ย. 2549 ไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ แม้จะได้คะแนนเสียงท่วมท้น แต่ตามรัฐธรรมนูญ สถานะก็ยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่

    ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่มิชอบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 22 ต.ค. 2549 แต่ถูกพรรคประชาธิปัตย์ยื่นเอาผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ทำให้ กกต.ถูกพิพากษาต้องโทษจำคุก และออกจากตำแหน่งไปในวันที่ 25 ก.ค. 2549 จึงต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเป็นวันที่ 15 ต.ค. 2549

    ม็อบผสมโรงความร้อนแรงทางการเมืองเมื่อ ทักษิณ ไม่อยู่ไทย

    ระหว่างเดือน มิ.ย. 2549 เป็นต้นมา เกิดกระแสข่าวลือการทำรัฐประหารมาเป็นระยะๆ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยิ่งทวีความร้อนแรง ผสมปนเปกับความวุ่นวายของการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ในช่วงเดือน ต.ค. 2549

    ส่วนช่วง ก.ย. 2549 นายทักษิณยังติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศกว่า 10 วัน ตั้งแต่ 10-21 ก.ย. 2549 ท่ามกลางความกดดันของม็อบที่เตรียมจะปิดสนามบินเมื่อเดินทางมาถึงไทย

    โดยในช่วงวันที่ 17-21 ก.ย. 2549 เป็นช่วงที่รัฐบาลไทยต้องเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แม้นายทักษิณจะติดประชุมดังกล่าว แต่วันที่ 18 ก.ย. 2549 ก็ยังสั่งประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้อยู่นอกประเทศก็ยังสั่งการได้

    นอกจากนี้นายทักษิณยังถูกกลุ่มเสื้อเหลืองจำนวนหนึ่งยืนประท้วงขับไล่ที่หน้าโรงแรมที่พักในกรุงนิวยอร์ก ท่ามกลางกระแสข่าวลืออย่างหนักว่า จะเกิดการรัฐประหารที่กรุงเทพมหานคร

    วันปฏิวัติ

    เช้าวันที่ 19 ก.ย. 2549 ในกรุงนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเวลาค่ำของประเทศไทย นายทักษิณ รู้ตัวแล้วว่าจะถูกปฏิวัติ จึงสั่งทีมงานให้ถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีพูล มายังประเทศไทย เพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเปลี่ยนแผนถ่ายทอดสดมาที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 แทน เพราะมีนักข่าวจากช่อง 9 เดินทางไปทำข่าวด้วย และช่วยประสานให้ แต่ยังไม่ทันจะอ่านแถลงการณ์เสร็จสิ้น ก็ถูกตัดสัญญาณ

    จากนั้นทีวีทุกช่องก็มีการถ่ายทอดสดการยึดอำนาจของ คปค. นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นแทน โดยอ้างว่า “การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทักษิณ ทำให้เกิดความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย”

    จนนำมาสู่การประกาศแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ต.ค. 2549

    ส่วน นายทักษิณ ชินวัตร ชีวิตหลังจากนั้นก็โดนคดีทางการเมืองอีกหลายคดี จนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน.

    ผู้เขียน : Supattra.l

    กราฟิก : Chonticha Pinijrob

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 09:41 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์