นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปพรรค ปชป.มั่นใจ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 เผย แกนนำ ส.ว.ยันโหวตสนับสนุน เชื่อ ไร้คนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
วันที่ 8 ก.ย. ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในการลงมติวาระ 3 พรรคจึงมีมติให้ความเห็นชอบเพื่อจะได้นำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ นำไปสู่การประกาศใช้ต่อไป และหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกปัญหาทางการเมือง แม้จะแก้ไขประเด็นเดียว คือ เรื่องระบบเลือกตั้ง แต่เกี่ยวข้องกับบริบททางการเมืองที่จะทำให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยเฉพาะบัตร 2 ใบ ที่จะทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 60 มีจุดอ่อน เช่น การคำนวณ ส.ส. ที่ทำให้มีส.ส.ปัดเศษ นำไปสู่ข้อกล่าวหาว่า ทำให้ในการซื้อเสียงมากขึ้น ทำให้เกิดพรรคเล็กเรียกรับผลประโยชน์ ส่วนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ 40 - 50 ซึ่งเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ว. แม้การลงมติจะต้องใช้เสียงส.ว. 1 ใน 3 คือ จำนวน 84 เสียง เสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน ร้อยละ 20 แต่ตนมั่นใจว่า การลงมติในวาระ 3 ครั้งนี้จะไม่มีเหตุผลอื่น เพราะในการพิจารณาชั้น กมธ. ก็มีการแก้ไขประเด็นที่เห็นต่างแล้ว จึงมั่นใจว่า การลงมติวาระ 3 จะมีความเห็นชอบผ่านแน่
เมื่อถามถึงกรณีที่ขณะนี้มี ส.ว.บางส่วน ออกมาส่งสัญญาณว่า อาจโหวตคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชินวรณ์ กล่าวว่า จากการทำงานในชั้นกรรมาธิการด้วยกัน ส.ว. ที่เป็นหลักยังเห็นด้วย และในฐานะที่ตนเป็นรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ก็ได้รับการประสานจาก ส.ว. ระดับแกนนำที่ยังยืนยันให้ความร่วมมือ เห็นชอบ วาระ 3 ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผันผวนอื่น ยังมั่นใจว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้รับความเห็นชอบ ในวาระ 3 อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ผ่านวาระ 3 แล้ว แต่มีผู้ไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ใครก็ตามที่ไปยื่นจะเป็นภาระความรับผิดชอบของบุคคลนั้นทันที ว่าเป็นการไปยื่นตีความเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นว่าแม้การลงมติวาระ 3 ผ่านไป ก็จะไม่มีใครไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ขอให้ทุกคน ทุกฝ่าย สลัดผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วมาร่วมกันถอดสลักทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ด้วยกันน่าจะเป็นประโยชน์กว่า