ไทยสร้างไทย ซัด รัฐบาลแก้โควิด-19 ล้มเหลว ยกเหตุผล 8 ข้อ ไม่ไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อ ขอขับไล่ "ประยุทธ์" ชวนกดดัน ทำประชามติ รัฐธรรมนูญประชาชน
วันที่ 5 ก.ย. 64 ที่ผ่านมา ดร.สุวดี พันธุ์พานิช รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา ในประเด็นการบริหารโควิดล้มเหลว ผ่านเฟซบุ๊กเพจ ดร. นิค สุวดี พันธุ์พานิช ระบุว่า
“ดิฉันติดตามการ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตลอด 4 วัน 4 คืน ในประเด็นการบริหารสถานการณ์โควิดผิดพลาด จนทำให้ประชาชนติดเชื้อหลักล้าน เสียชีวิตหลักหมื่น ได้ฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ดิฉันคิดว่าคำชี้แจงของทั้ง 2 ท่าน ไม่ตรงกับหน้างานที่ดิฉันได้ประสบมา
ในฐานะที่ดิฉันได้ทำหน้าที่เป็น 1 ในด่านหน้า ที่คอยทำหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วย ทำโรงพยาบาลสนาม hospitel โรงพยาบาลเฉพาะกิจเหลือง-แดง และศูนย์พักคอยเพื่อรักษาผู้ป่วยนับหมื่นชีวิต จึงขอ #อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหน้างาน ซึ่งไม่ตรงกับคำชี้แจงที่นายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ได้ชี้แจงไว้ ดังต่อไปนี้
1. รัฐบาลประมาทเลินเล่อ ไม่สร้างโรงพยาบาลเฉพาะกิจไว้รองรับกรณีที่มีการระบาดหนัก ทำให้การขยายเตียงไม่ทันรองรอบผู้ป่วย ทำให้มีผู้เสียชีวิตทะลุหมื่นราย ทั้งที่เสียชีวิตที่บ้าน ข้างถนน และในโรงพยาบาล เนื่องจากไม่อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤติทุกคนได้พร้อมกัน บุคลากรทางการแพทย์ตกอยู่ในสภาวะกดดันในการต้องเลือกผู้มีโอกาสรอดชีวิต ปรากฏภาพการเสียชีวิตอย่างทุรนทุรายของผู้ป่วย ท่ามกลางความหดหู่ใจของญาติ เนื่องจากขาดเตียงส่งต่อรักษา โดยเตียงวิกฤติในโรงพยาบาลเฉพาะกิจที่ลงทุนโดยรัฐบาลเพิ่งเปิดใช้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และมีเพียง 17 เตียงเท่านั้น ขณะที่เตียงวิกฤติที่ขยายเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเอกชน
...
2. รัฐบาลไม่เร่งตรวจและจำกัดการตรวจเชื้อในแต่ละวัน ทำให้ผู้ติดเชื้อทวีจำนวนและความรุนแรง เนื่องจากยังไม่ได้ผลตรวจ จึงไม่ได้รับการรักษา ทั้งยังสร้างเงื่อนไขการตรวจไม่เสียค่าใช้จ่ายจำกัดเฉพาะคนบางกลุ่ม ผู้ติดเชื้อจำนวนมากต้องดิ้นรนหาที่ตรวจเชื้อ โดยกว่าจะรอคิวและได้ผลตรวจใช้เวลา 5-6 วัน ซึ่งทำให้ผู้มีโรคประจำตัวมีอาการหนักและเสียชีวิตจากการเข้าถึงการรักษาที่ล่าช้า ทั้งยังกำหนดคุณสมบัติ โรงพยาบาลที่สามารถตรวจเชิงรุกได้จำกัด ทำให้การกระจายตรวจไม่ทั่วถึง
3. รัฐบาลปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ต้องร้องขอความช่วยเหลือ รอโอกาสที่จะได้เป็นผู้ถูกเลือกรักษา โดยรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการให้ทุกคนที่ติดเชื้อได้อย่างทั่วถึง สายด่วนรับแจ้งผู้ติดเชื้อของรัฐบาลล้มเหลวสิ้นเชิงในช่วงระบาดหนัก โรงพยาบาลต้องทำหน้าที่หนักในการแรกรับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยปกติได้รับผลกระทบจากการบริการคู่สายของโรงพยาบาลต่างๆ
4. ผู้ป่วยเปราะบางถูกทิ้งในช่วงเวลาระบาดหนัก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ ไร้ที่ตรวจ ไร้เตียง และไม่มีสถานที่ดูแลเฉพาะ รวมถึงกลุ่มแรงงานต่างด้าว กลุ่มคนไร้สัญชาติ คนไร้บ้าน ทำให้ความเหลี่ยมล้ำยิ่งมากขึ้น รัฐบาลละทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลังให้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด
5. รัฐบาลไม่จริงใจในการให้ความสำคัญของบุคลากรทางการแพทย์ และด่านหน้าทุกคนอย่างเต็มที่ ติดค้างค่าเสี่ยงภัยเป็นเวลานาน และปฏิเสธการทวีคูณอายุราชการ อ้างว่าไม่สอดคล้องกับระเบียบ ทั้งที่สามารถออกระเบียบใหม่ได้ เนื่องจากการเสี่ยงภัยนี้มีโอกาสทำให้ด่านหน้าเสี่ยงทั้งชีวิตตนเองและครอบครัว
6. รัฐบาลใช้ภาษีประชาชนในการจัดทำ Application ต่างๆ โดยไม่สามารถให้ข้อมูลหรือนำไปวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังมีการยกเลิกในภายหลัง ทั้งการตรวจเช็คสถานที่ การลงทะเบียนวัคซีน โรงพยาบาลที่เป็นสถานที่รับฉีดต้องรับภาระหนักในการประสานงานคนไข้ ทำนัดและเลื่อนฉีดตามที่รัฐบาลไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนดนัดหมาย
7. รัฐบาลผิดพลาดจากการประมาณการของจำนวนและประสิทธิภาพของวัคซีน โดยปราศจาคการบริหารความเสี่ยง ทำให้ต้องใช้ภาษีประชาชนซื้อวัคซีนสำหรับการ Boost ในระยะเวลาอันสั้นหลังการฉีดวัคซีนยี่ห้อแรก ทั้งยังผิดพลาดซ้ำซ้อนจากการคัดเลือกชุดตรวจโควิดแบบ ATK เพียงยี่ห้อเดียวในปริมาณมาก โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพของสินค้าที่อาจจะพบภายหลังว่ามีข้อผิดพลาดในการตรวจ Fault positive/negative ซึ่งจะเป็นเหตุให้การตรวจและรักษาผิดจากข้อเท็จจริง และเสียเงินซ้ำซ้อน
8. รัฐบาลขาดความโปร่งใสในการแสดงการใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อวัคซีน รวมถึงงบประมาณที่ “ว่าจ้างเอกชน” ในการขนส่งจัดเก็บรักษาและกระจายวัคซีน ทำให้ทำให้ประชาชนไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริงของวัคซีน
จากความล้มเหลวทั้งหมดนี้ ดิฉันจึงขอไม่ไว้วางใจให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ บริหารประเทศอีกต่อไป และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนอีกเป็นจำนวนมากก็รู้สึกว่ามติในสภาเมื่อวานนี้ เป็นมติที่ขัดและฝืนกับความรู้สึกของประชาชนเป็นจำนวนมาก
ดิฉันขอขอบคุณ ส.ส.ที่โหวตไม่ไว้วางใจประยุทธ์และรัฐมนตรี ถึงแม้เสียงจะไม่เพียงพอทำให้ #ประยุทธ์ออกไป อย่างน้อยก็ยังมีผู้แทนที่เห็นหัวประชาชน
แต่ก็มี ส.ส.ที่ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของประชาชน ระบอบประยุทธ์ยังฝังรากลึก ต้นตอของปัญหาคือรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ การไล่ประยุทธ์ให้ออกไป และการเขียนรัฐธรรมนูญประชาชน คือเรื่องเดียวกันและต้องทำไปพร้อมๆ กัน
ดิฉันขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมเข้าชื่อกดดันให้มีการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าต้องการรัฐธรรมนูญประชวยชนหรือไม่ โดยทุกท่านสามารถร่วมเข้าชื่อได้ที่ https://forms.gle/7q76bSQhrHJRreU3A
ดิฉันหวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายของรัฐบาลประยุทธ์ และเราจะสามารถไล่ระบอบประยุทธ์ออกจากการเมืองไทยได้อย่างถาวรค่ะ”.