นับถอยหลังระบอบประยุทธ์ : จับตาเสร็จศึกในสู้ศึกม็อบนอกสภา

ข่าว

    นับถอยหลังระบอบประยุทธ์ : จับตาเสร็จศึกในสู้ศึกม็อบนอกสภา

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      6 ก.ย. 2564 05:05 น.

      เกือบถูกน็อกกลางสภา!!! แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม แก้หมากกลแห่งอำนาจได้ทันท่วงที หลังวางเครือข่ายเช็กรายชื่อ ส.ส.สนับสนุนโหวตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

      เสียงนิ่งที่ 265 เสียงตอนเที่ยงคืนวันที่ 3 ก.ย.

      ก่อนโหวตจริง เช้าตรู่วันที่ 4 ก.ย. ทีมงานของนายกฯแจ้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ทราบรายละเอียดทั้งหมด พรรคไหนโหวตให้รัฐมนตรีแต่ละคนเท่าไหร่ บวกลบไม่เกิน 2 เสียง

      ภายใต้เงื่อนไข พล.อ.ประยุทธ์เริ่มเกี่ยวก้อย ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐมากขึ้น และเตรียมปรับทัพจับศึก

      นับจากนี้ “ระบอบประยุทธ์” ที่เพิ่งผ่านพ้นบ่วงแห่งเกมล้มอำนาจจะเดินอย่างไรต่อ

      นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ซึ่งถูกคนในรัฐบาล ตั้งข้อสังเกตว่า รับเงินจากคนแดนไกลที่ทุ่มเงิน 2 พันล้านบาท เตรียมวางมัดจำให้ ส.ส.พรรคเล็ก เพื่อโหวตล้มนายกฯ โดยมีมุมมองที่น่าติดตามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้เห็นชัดเจน

      มีขบวนการล้มนายกฯเคลื่อนไหวผิดปกติ

      เกิดจากประชาชนในพื้นที่ กดดันผ่าน ส.ส.ให้หยุดสนับสนุนนายกฯ เพราะตั้งแต่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ระบาดเข้าสู่ปีที่ 2 ไม่สามารถป้องกันและหยุดการแพร่ระบาดได้

      ปัจจัยหลักเกิดจากการบริหารจัดการภาพรวมและการบริหารจัดการวัคซีน คนติดเชื้อสะสมทะลุล้าน ยอดเสียชีวิตพุ่งเกิน 200 ต่อวัน ผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังสูง

      ประชาชนเห็นถึงความล้มเหลวการรับมือโควิด

      เป็นปัจจัยสั่นคลอนรัฐบาลให้ง่อนแง่นมาตลอด

      ฉะนั้นผู้นำรัฐบาลย่อมปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นนายกฯและ ผอ.ศบค. ไม่แปลกใจที่นายกฯถูกเขย่าให้ลาออกจากตำแหน่งฯ

      เพื่อเลือกนายกฯคนใหม่ตามกลไกรัฐสภา

      “ปกติ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลโหวตสนับสนุนนายกฯทุกครั้ง โดยเฉพาะวาระที่สำคัญๆ เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่คราวนี้มีชาวบ้านในพื้นที่ไปกดดัน ส.ส.

      ถ้ายังโหวตสนับสนุนนายกฯ เน้นเฉพาะนายกฯคนเดียว ย่อมสวนกระแสของประชาชน จน ส.ส.ในรัฐบาลเริ่มพูดกันมากขึ้น ถึงเวลาต้องยึดประชาชนเป็นหลัก อย่าไปฟังมติพรรค

      แรงกดดันจากภายนอกต้องการปลดนายกฯให้ได้

      แถมมีกระแสข่าวแจกกล้วยเข้ามาอีก สร้างความเสียหายแก่สภา มีการขนกระเป๋าเงินมาแจก ไม่รู้ใครเป็นใคร ต่างฝ่ายต่างอ้าง

      ผมยังถูกพาดพิงไปรับเงินจากคนทางไกล 2 พันล้าน ยังดีใช้ดุลพินิจโดยปราศจากการถูกกดดันจากประชาชน โหวตให้นายกฯและรัฐมนตรีทุกคน ถ้าไม่โหวตให้คงถูกตีตราว่ารับเงินมา 2 พันล้าน เพื่อล้มนายกฯ

      การเปลี่ยนรัฐบาลหรือนายกฯอย่างกะทันหันก็ต้องพิจารณาด้วยว่ามีผลกระทบต่อประเทศอย่างไร ในยามที่เผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็นตัว

      ใจผมอยากเปลี่ยนตัวนายกฯ แต่เปลี่ยนแล้วได้อะไรขึ้นมา เชื่อถึงเวลารัฐบาลจะไปเอง”

      จุดไหนที่ทำให้ 23 เสียงพรรคเล็กกลับใจโหวตสนับสนุนนายกฯ ท่ามกลาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในนาม “กลุ่ม 3 ป.” แตกคอ นายพิเชษฐบอกว่า เป็นเหตุผลทางการเมือง รัฐบาลคงใช้กลไก กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ให้พรรคเล็กเห็นชอบ

      “คะแนนเสียงของนายกฯไล่ตีตื้นในวันที่ 3 ก.ย. โดยเฉพาะช่วงเย็นจนถึงดึก มีทีมงานโน้มน้าวทุกกลุ่มให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน และตามนิสัยของ ส.ส.หากเห็นอะไรแตกหักทันที ก็ต้องลงสนามเลือกตั้งอีก ก็เหนื่อย

      สุดท้ายรัฐบาลกลับไปนอนหลับด้วยความสบายใจ และเป็นอีกบทพิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่ม 3 ป. แตกแยกกันจริงหรือเปล่า เท่าที่ติดตามความสัมพันธ์ของพี่น้อง 3 ป. มีความแนบแน่นตลอด”

      ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐส่งผลต่อการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งให้มี ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนและใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ อย่างไร หลังจากที่เคยมีไฟเขียวผ่านฉลุย โดยมีการนัดประชุมรัฐสภาพิจารณาในวันที่ 10 ก.ย.นี้ นายพิเชษฐ บอกว่า สถานการณ์ตอนนี้มีหลายแนวทาง

      เช่น ที่ประชุมรัฐสภาโหวตผ่านวาระ 3 มีสมาชิกรัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่ โดยเฉพาะการแปรญัตติเกินหลักการในวาระ 2 มีโอกาสทั้งเลือกตั้งบัตรใบเดียวหรือบัตรเลือกตั้งสองใบ

      ระบอบประยุทธ์เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่ถูกเขย่าเกือบถูกโค่น แต่ยังได้ไม้ค้ำช่วยให้ยืนต้นต่อไปได้ นายพิเชษฐ บอกว่า ใช่ แต่ไม้
      ที่ค้ำยันไม่ใช่เป็นคอนกรีต หรือเหล็ก แต่เป็นไม้ไผ่

      ส่งสัญญาณถึงระบอบประยุทธ์ว่าไม่มั่นคง

      แม้รัฐบาลเหลือวาระแค่ปีกว่า แต่ผลคะแนนโหวตที่ออกมา นายกฯย่อมไม่สบายใจแน่นอน ตามปกติคะแนนของผู้นำต้องมาอันดับหนึ่ง เชื่อหลังจากนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

      อย่างน้อยต้องเริ่มจากปรับ ครม. เพื่อประชาชนจะเปิดโอกาสให้บริหารประเทศต่อ แต่นายกฯพูดถึงเรื่องนี้ว่า ไม่มีการยุบสภา ไม่มีการปรับ ครม. เหมือนมัดคอตัวเอง

      หากนายกฯปรับ ครม. เท่ากับสิ่งที่พูดไปเป็นการแก้ตัวให้พ้นไปวันๆ ไม่รู้ว่านายกฯจะแก้ปมในสิ่งที่ตัวเองผูกไว้อย่างไร เป็นระดับผู้นำประเทศควรระมัดระวังในการพูดการจา ไม่เช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อประเทศในมิติต่างๆ

      “ในสภาจบแล้ว รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปได้ แต่ดูสถานการณ์การเมืองในวันนี้กลัวการเมืองนอกสภา รุนแรงแน่นอน เพราะประชาชนผิดหวังที่นายกฯผ่านด่านสภาได้

      ผมกลัวการเมืองนอกสภา ที่จะเคลื่อนไหวทุกวันและตลอดเวลา เพื่อกดดันทุกวิถีทาง จนเปลี่ยนตัวนายกฯหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

      นอกจากการระบาดระลอกสี่ไม่เกิดขึ้น เปิดประเทศเดือน ต.ค. กิจกรรมทางเศรษฐกิจขับเคลื่อน ภายหลังสามารถจัดการป้องกันและควบคุมโควิดตามที่ประกาศไว้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง ผู้เสียชีวิตรายวันลดลง

      เปิดเสรีนำเข้าวัคซีน ผ่อนผันขั้นตอนการนำเข้าวัคซีนให้ทันต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดฉุกเฉิน หรือผู้มีอำนาจบางคนมีอะไรกับการนำเข้าวัคซีน ถึงไม่ยอมเปิดนำเข้าเสรี

      หากรัฐบาลทำไม่ได้ตามนี้ รับรองประชาชนออกมาเต็มท้องถนน”

      อยู่ใน “ระบอบทักษิณ” มายาวนาน มองไปที่ “ระบอบประยุทธ์” เริ่มเสื่อมถอยอย่างไร นายพิเชษฐ บอกว่า สิ่งที่กลัวที่สุดนับจากวันนี้ไป

      รัฐบาลมีโอกาสถูกเปลี่ยนแปลงนอกระบบ

      นิยามคำว่านอกระบบ คือ รัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามกลไกของรัฐสภา เช่น แก้ไขปัญหาโควิด ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ม็อบลงท้องถนนมืดฟ้ามัวดิน ตามประวัติศาสตร์การเมืองเคยเกิดขึ้นแล้ว

      ม็อบชุมนุมมืดฟ้ามัวดิน การเมืองย่อมเปลี่ยนแปลง

      ขอย้ำรัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า มีฝีมือแก้ปัญหาให้ประชาชนและประเทศ ไม่ซ้ำเติมวิกฤติทางการเมือง เพื่อให้เห็นบ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

      ก่อนระบอบทักษิณถูกเปลี่ยนแปลง มีสัญญาณทางการเมืองเตือนอย่างไร เปรียบเทียบกับระบอบประยุทธ์ มีสัญญาณอะไรบ่งบอกว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง นายพิเชษฐ บอกว่า จะเริ่มมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนอกระบบปรากฏให้เห็นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

      แต่มันแตกต่างกันระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับรัฐบาลทหาร โดยสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงนอกระบบได้ง่าย

      ต่างกับรัฐบาลมีทหารเป็นผู้นำ จะเปลี่ยนแปลงนอกระบบยาก

      แต่หากแก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ ย่อมนำไปสู่จุดนั้นได้

      เป็นจุดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย.

      ทีมการเมือง

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      อภิปรายไม่ไว้วางใจประชุมสภาลงมติไม่ไว้วางใจประยุทธ์ จันทร์โอชาระบอบประยุทธ์พิเชษฐ สถิรชวาลชุมนุมวิกฤติการเมืองวิเคราะห์การเมืองทีมการเมือง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2564 เวลา 17:38 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์