สรุปภาพรวมอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย พรุ่งนี้ลุ้นโหวตนายกฯ และ 5 รมต.

ข่าว

    สรุปภาพรวมอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย พรุ่งนี้ลุ้นโหวตนายกฯ และ 5 รมต.

    ไทยรัฐออนไลน์

    3 ก.ย. 2564 21:41 น.

    ภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย “สุทิน” สรุปปิดท้ายต่อจาก “พล.อ.ประยุทธ์” พรุ่งนี้สภาฯ ลงมติ นายกรัฐมนตรีและ 5 รัฐมนตรี จะได้รับการไว้วางใจหรือไม่

    วันที่ 3 ก.ย. 2564 สรุปภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรายรัฐมนตรีรายบุคคล ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่วันสุดท้ายของการอภิปรายแล้ว ก่อนที่จะลงมติในวันที่ 4 ก.ย. 2564 ซึ่งรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายตลอด 4 วันที่ผ่านมา คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ตั้งแต่เวลา 09.00 น. นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปรายคนแรก โดยอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เป็นยุคมืดบอดของผู้ใช้แรงงาน ทำนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนเด็กจบใหม่ ทั้งปริญญาตรี อาชีวะ การเสนอยกเว้นภาษี และลดภาษี เป็นแบบขายฝัน ไม่มีการดำเนินการตามที่หาเสียง และจะไปยื่นต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิดทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพราะถือว่าเป็นการโกหกหลอกลวงประชาชนทั่วประเทศ

    ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานทั้งระบบ ทำคนตกงาน ไม่มีการเตรียมการล็อกดาวน์ ไม่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ สั่งปิดแคมป์คนงานทำให้แรงงานเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด จนกลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ระบาดไปทั่วประเทศ อีกทั้ง ทำให้โครงการก่อสร้างต่างๆ เสียหาย การกักตัวในแคมป์คนงานไม่ดูสภาพที่อยู่อาศัยของแรงงาน มาตรการช่วยเหลือโดยเฉพาะข้าวกล่องไม่เพียงพอ ปล่อยแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าไทย ไม่มีการลงทะเบียน และการคัดกรอง ส่วนเงินสมทบประกันสังคมที่มีอยู่ถึง 2.2 ล้านล้านบาท แต่ปี 2564 กลับนำเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์ถึง 850 ล้านบาท ทั้งที่ในสถานการณ์โควิดควรนำมาใช้แก้ปัญหาแรงงานก่อน จึงไม่สามารถไว้วางใจได้ 

    ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมการประชุมสภาฯ ถึงกรณี นายมงคลกิตติ์ ประกาศจะล้มนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่มีราคา อย่าไปฟัง ส่วนที่ฝ่ายค้านเปิดเผยมีการแจกเงิน 5 ล้านบาทซื้อโหวต ส.ส. ส่วนตัวคิดว่าเป็นการพูดที่ไม่มีสติสัมปชัญญะพอ พูดแบบไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้น คาดว่าฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการต่อไป ปล่อยไว้ไม่ได้เพราะมีพฤติกรรมแบบนี้หลายครั้งแล้ว ช่วงก่อนก็มีการกรีดเลือดในสภาฯ

    ส่วนเรื่องที่จะล้มหรือไม่ล้ม ขึ้นอยู่กับว่าใครทำ เขาทำจริงหรือเปล่า และเขาจะทำต่อหรือไม่ และเขาเชื่อมโยงอยู่กับใคร ส่วนตัวไม่รู้แนวทางโหวต แต่คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐทุกวัน “อยากจะกราบเรียนทุกคนและสื่อ ก็เป็นคนตั้งเองใช่หรือไม่ 3 ป. ไม่มีใครมาทำลายผมได้หรอก ทุกคนอาจจะไม่รู้ ทุกคนอาจจะไม่รักเพื่อนรักคนอื่น เหมือนผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนผมก็อยู่ ท่ามกลางสนามรบผมก็เคยอยู่ด้วยกัน และท่านเป็นผู้บังคับบัญชาของผมมาตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมมารับราชการ อยู่บ้านเดียวกัน กินนอนด้วยกัน สั่งสอนกัน ฝึกอบรมด้วยกันและโตขึ้นมาก็ยังคบ ยังเคารพกันอยู่ ทุกอย่างผมเป็นวันนี้ได้เพราะพี่ทั้งสองคนได้สั่งสอนผมมา และผมจำได้ว่าพี่ทั้งสองคนจะสอนมาให้ผมทุจริตโกงไม่มี”

    ขณะที่กรณีกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพลังประชารัฐ ยังมีความกังวลใจอะไรกันอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่าไม่เคยมีประเด็นอะไรกับเขา เพราะเป็นคนให้เขาเข้ามาทำงานเอง แล้วจะไปมีอะไรกับเขาล่ะ ผู้ใหญ่จะไปมีปัญหากับเด็กได้อย่างไร ผมไม่ได้พูดเฉพาะถึงแค่รายนี้

    เวลา 09.45 น. นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขึ้นอภิปรายเป็นคิวต่อไป โดยกล่าวหาถึงเรื่องลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การจ่ายเงินคืนของกองทุนประกันสังคมที่ยังมีปัญหา ขณะบอร์ดประกันสังคมก็อยู่กันไม่ครบ มีการลาออกไปแต่ก็ไม่มีการเลือกตั้ง เป็นการดึงเวลามิให้มีการเลือกตั้ง ทั้งยังมีการเลือกประธานบอร์ดมาทำหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับแรงงานเป็นสิ่งสะท้อนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เรื่องการเยียวยา พี่น้องแรงงานเข้าไม่ถึงการเยียวยาแล้วจะมีเงินไปใช้จ่ายได้อย่างไร และยังปล่อยปละละเลยเรื่องการได้รับสิทธิ์ฉีดวัคซีนด้วย

    จากนั้น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงในเวลา 10.18 น. ยืนยันว่า ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดมีการช่วยเหลือและลดภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ ทั้งนายจ้าง ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 จากการลดเงินสมทบถึง 4 ครั้ง ส่วนเรื่องการเยียวยาไม่ทั่วถึง เพราะบางส่วนไม่ได้ปิดกิจการ ขณะที่ฟรีแลนซ์ก็เปิดโอกาสให้สมัคร ม.40 เพื่อรับเงินช่วยเหลือแล้ว ส่วนการจ้างงานยอมรับว่าปี 2563 คนออกจากงานมากกว่า 4 แสนคน แต่ปี 2564 มีคนเข้าระบบ ม.33 กว่า 6 แสนคน พร้อมปฏิเสธว่า ไม่รู้จักกระบวนการส่งส่วย ดาบ จ. และ เจ๊อ้อ เพราะทำงานในส่วนแรงงานและตรวจสถานประกอบการเพื่อตรวจดูว่ามีใบอนุญาตแรงงานหรือไม่ สำหรับเรื่องการซื้อคอมพิวเตอร์ 850 ล้านบาท เป็นการบริหารของกองทุนประกันสังคม ที่มีงบบริหาร 10% เพื่อแก้ปัญหาเรื่องระบบการจ่ายเงินและเยียวยาแรงงานเพื่อแก้ปัญหาระบบที่ล้าสมัยกว่า 20 ปี

    ก่อนจะกล่าวในช่วงท้ายว่า ทุกเรื่องที่ทำสู้เพื่อแรงงาน ไม่ได้สู้เพื่อธุรกิจตนเอง และทุกอย่างต้องยืนอยู่บนหลักการ ในเรื่องฉีดวัคซีนอาจจะเหลือแค่ 10% เพราะ กทม. มีการตรวจและฉีดวัคซีนไปบ้างแล้ว ขณะที่เรื่องการขึ้นค่าแรงยืนยันมีอยู่ในความคิด แต่ทุกวันนี้ขอแก้ปัญหาการรักษาการจ้างงานก่อน 

    มาถึงสีสันในสภาฯ กับผู้อภิปรายอย่าง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีขึ้นอภิปรายเป็นครั้งที่ 2 โดยคราวนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม กล่าวหาว่า เป็นรัฐมนตรีเสเพล หมายถึงประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไม่รู้ชอบไปในสถานที่อบายมุข เป็นต้นตอของการแพร่ระบาดโควิด-19 และไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับคลัสเตอร์ทองหล่อหรือไม่ อีกทั้งยังเป็น รมว.แมนออฟเดอะเยียร์ เพราะติดโควิดคนเดียวในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วงว่าใช้ถ้อยคำเสียดสีโดยตลอด

    นายมงคลกิตต์ จึงกล่าวต่อไปว่า รู้สึกภูมิใจมาก เป็นรัฐมนตรีที่ดีมาก ที่ประเทศไทยมีรัฐมนตรีที่ดีขนาดนี้ แบบไม่เคยมีมาก่อน ได้ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมเองก็ติดโควิดหลายพันคน เป็นส่วนหนึ่งในการระบาดของโควิดด้วย และมีการโยงว่า นายศักดิ์สยาม ไปเที่ยวกับ ส.ส.รายหนึ่งที่คลับดังที่ทองหล่อ ก่อนที่ ส.ส.รายนั้นจะออกมาปฏิเสธว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้ไป พร้อมระบุว่า นายศักดิ์สยาม เป็นส่วนหนึ่งที่นำเชื้อโควิด-19 มาระบาดในรอบที่ 3 แต่สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 

    ทางด้าน นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไทม์ไลน์ตอนติดโควิดได้ส่งให้กระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว ที่เสี่ยงสุดคือ ตอนกินอาหารกับเพื่อนที่บางโพธิ์ ไม่ใช่ทองหล่อ ที่เชื่อมโยงไปที่ นายศักดิ์สยาม ยืนยันไม่เป็นความจริง พร้อมแนะนำผู้อภิปรายให้ไปเขียนบทละครเป็นอาชีพเสริม

    เวลา 11.47 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงข้อกล่าวหา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งตอนที่รับตำแหน่งมียางพาราในสต๊อก 104,000 ตัน การเก็บไว้จะเสียทั้งค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัย แต่มีเป้าหมายคือ การรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้ตกต่ำ จนเป็นเหตุตัดราคายาง จากนั้นได้นำมาเปิดซองประมูล โดยผู้ประมูลมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงเปิดซอง จึงเป็นที่มาของการขายยางในครั้งนั้น และมีอยู่ในรายงานของผู้ว่าการยางของประเทศไทยทั้งหมด หากไม่ถูกต้อง สามารถฟ้องร้องได้ทันที คณะกรรมการการยางธรรมชาติจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกนี้ให้หมดโดยเร็ว และนำเข้า ครม.วันที่ 3 พ.ย. 2563 และการระบายต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนัก

    ส่วนการแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่สามารถปลดใครหรือเอาใครเขามาได้ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ มีคณะกรรมการบอร์ดคอยกลั่นกรอง ไม่มีอะไรบิดพลิ้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพราะอาจถูกฟ้องร้องได้ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการทุจริต และพร้อมให้หน่วยงานทุกหน่วยงานตรวจสอบ ทุกอย่างที่ทำเป็นการสุจริตในการทำงาน อีกทั้งส่วนตัวไม่มีความลำบากใจในการทำงานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ เพราะทุกฝ่ายทำงานประสานกัน โดยเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด รวมถึงกระทรวงมหาดไทย กลาโหม ต่างประเทศ และกระทรวงยุติธรรม ก็มีการบูรณาการกัน แต่โควิด-19 ครั้งนี้กระทบทั่วโลก ดังนั้นจะก้าวผ่านได้ต้องร่วมมือร่วมใจกัน เรื่องลัมปีสกิน ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ส่วนที่ผู้อภิปรายบอกว่าไม่มีสำนึกไปดูแลเรื่องโควิด-19 ยอมรับว่าเป็นการไปให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เพราะไม่สามารถแยกร่างได้ แต่บริหารเวลาเป็น และมีสำนึกเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติประเทศ จึงให้ความช่วยเหลือ

    ที่ด้านนอกห้องประชุมสภาฯ เมื่อเวลาประมาณ 13.10 น. นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเปิดใจถึงเรื่องที่ถูกพรรคเพื่อไทยตัดชื่อไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เตรียมข้อมูลมาเป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านี้ก็มีการประกาศลั่นในห้องประชุมสภาฯ ด้วย ซึ่งการแถลงยืนยันว่าส่วนตัวไม่เคยมีนโยบายที่จะย้ายพรรค ยังยึดมั่นที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่ที่ทำกันแบบนี้น่าเกลียดและไม่เหมาะจะเป็นพรรคที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขอฝากไปถึงไอโอและผู้ใหญ่ในพรรคบางคนด้วยว่า ถ้าไม่อยากให้อยู่กับพรรคเพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ไม่จำเป็นต้องไล่และทำอย่างนี้ หากเห็นว่าอุดมการณ์พรรคเพื่อไทยไม่เหลือแล้วจะไปเอง วันนี้พรรคเพื่อไทยก็ถูกนายทุนครอบ เป็นอะไรที่น่าเจ็บปวด มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    นายศรัณย์วุฒิ บอกต่อไป แว่วว่า พรรคที่เป็นประชาธิปไตยจะผสมพันธุ์กับเผด็จการหลังลงมติไม่ไว้วางใจด้วย จากนั้นหลังการแถลงพาสื่อมวลชนเดินออกไปที่รถกระบะคันหนึ่ง ท้ายกระบะมีโลงศพซึ่งเป็นสิ่งที่เอาเข้าสภาฯ ไม่ได้ พร้อมระบุว่า นี่คือโลงศพที่จะมาเก็บศพ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อชดเชยกว่า 12,000 ชีวิตที่ต้องสูญเสียไป หลายคนเสียชีวิตทั้งที่ไม่ถึงเวลา พวกเขาจะได้ไปผุดไปเกิด รวมทั้งนำมาเก็บความเลวร้าย ประชาธิปไตยจอมปลอม เก็บเผด็จการ ให้เหลือประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวไม่ได้เปิดให้ดูว่าภายในมีอะไร ก่อนที่จะตอบนักข่าวในภายหลังว่าในโลงศพนั้นเป็นผู้วายชนม์จากโควิด-19 ที่เปิดไม่ได้เพราะกลัวเชื้อแพร่

    ต่อมาเวลา 13.50 น.  นายศักดิ์สยาม ชี้แจงข้อกล่าวหากรณีที่ดินเขากระโดง บ้านพักอาศัยที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า เป็นบ้านที่ออกเอกสารสิทธิถูกต้อง ตั้งแต่สมัยอายุแค่ 10 ขวบเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ได้เป็นผู้ครอบครอง หากการรถไฟแห่งประเทศไทยจะสำรวจได้ ต้องมีการพิสูจน์สิทธิ์ก่อนตามกฎหมาย พร้อมมอบนโยบายให้การรถไฟฯ ดำเนินการให้โปร่งใสมากกว่าทุกยุคและรายงานความคืบหน้าทุกเดือน

    ส่วนข้อกล่าวหาของ นายมงคลกิตติ์ ว่ามีพฤติกรรมเสเพลนั้น ขอถามว่า คนจะไปพักผ่อนและไม่ได้ไปในเวลาราชการ ไปรับประทานอาหาร เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2563 เกี่ยวอะไรกับโควิด-19 ที่ระบาดในช่วง เม.ย. ยืนยันร้านอาหารที่ไปทาน สังเกตให้ดี เครื่องดื่มที่กินคือนมเย็น ถ้ากินนมเย็นแล้วเสเพล ก็ไม่รู้พูดอย่างไร ผิดตรงไหน ที่คนโสดจะไปหัดร้องเพลง จะไปร้องเพลงผิดตรงไหน แล้วสุภาพสตรีที่ถูกกล่าวหาในภาพก็เป็นรุ่นน้องและเขาก็แต่งงานแล้ว

    เวลา 14.30 น. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นไปที่กฎหมายที่ระบุว่า ควบคุมความคิดประชาชน ปิดหูปิดตา ใช้คำว่ามั่นคงเป็นข้ออ้าง ใช้คำว่าข่าวปลอมบังหน้า ฉากหลังมีแต่การกำจัดคนเห็นต่าง ปิดปากประชาชนด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, มาตรา 112 หรือคิดว่าเป็นอาชญากรรมทางความคิด แม้กระทั่งการเอาผิดคนที่ออกมา Call out วิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาล และยังกล่าวไปถึง ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2564 ว่า ถ้าถูกนำไปใช้ผิดวิธีเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะประกาศนี้จะทำให้รัฐล้วงข้อมูลโดยระบุตัวตนได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล บุกเข้าไปได้ตามอำเภอใจ นอกจากขัด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และยังขัดรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งในสายตาของรัฐสิ่งนี้จึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรง และจำเป็นต้องถูกควบคุมอย่างเร่งด่วนที่สุด 

    จากนั้นเข้าสู่การอภิปรายของ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเช่นกัน ถึงกรณีสัมปทานดาวเทียมไทยคม ที่กำลังจะหมดสัมปทานในปีนี้ ทำให้มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง และเกิดคดีฟ้องร้องกันเกิดขึ้นระหว่างบริษัทเอกชนและกระทรวงดิจิทัลฯ ถึง 3 คดี คือ คดีไทยคม 7, 8 และ 5 มีการตั้งอนุญาโตตุลาการ แต่หลังจาก นายชัยวุฒิ เข้ามาดำรงตำแหน่ง 3 เดือน กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ส่งหนังสือไปถึงสำนักงานอัยการสูงสุดให้เปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการให้เป็นคนเดียวกันทั้งหมด 3 คดี โดยอ้างว่าเนื้อหาทางคดีเหมือนกัน อีกทั้งมีการแต่งตั้งอัยการสูงสุดเข้ามาเป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายกระทรวงดิจิทัลฯ

    นายรังสิมันต์ ยังอภิปรายถึงเรื่องผลประโยชน์ดาวเทียม ไทยคม 4 และ 6 หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ว่า มีการลงนามสัญญามอบสิทธิบริหารจัดการทรัพย์สินดาวเทียมให้บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT โดยสัญญาที่ 1 มีการจ้างบริษัทเอกชน บริหารดาวเทียม ไทยคม"4 และ 6 จำนวน 200 ล้านบาท จากนั้นสัญญาที่ 2 มีบริษัทลูกของบริษัทเอกชนดังกล่าว เข้ามาซื้อความจุในช่องสัญญาณ ไปหากำไร 283 ล้านบาท และจ่ายคืนให้ NT เหมือนอัฐยายซื้อขนมยาย และเหมือนกับว่าบริษัทเอกชนนั้น จ่ายเงินให้ NT เพียงแค่ 83 ล้านบาท ทำให้ไม่มีการแข่งขัน เอื้อเอกชนรายเดิม ไม่มีการประมูล และใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือ จะทำให้ NT มีสถานะคล้ายกับการบินไทยในอนาคตได้ ทั้งนี้ ในขณะที่อภิปรายมี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลประท้วงหลายครั้งหลายครา

    เวลา 16.48 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงกล่าวหาว่า ไม่ได้เอื้อประโยชน์ไทยคม ดาวเทียม 4 ดวงที่ยังเหลือ ต้องส่งคืนเป็นของรัฐบาลทั้งหมด เพราะหมดสัมปทานแล้ว แต่ก็มีข้อพิพาทกันอยู่ ซึ่งเร่งดำเนินการมาโดยตลอด ต้องหาคนมาดูแล มีการศึกษาจากผู้ที่เกี่ยวข้องในอดีตมา จึงจะโอนสิทธิ์การดูแลให้ NT รวมถึงผลักดันเรื่องต่างๆ จนครบกระบวนการจึงทำสัญญาเมื่อ 30 ก.ค. 2564 ไม่มีความคิดเอื้อประโยชน์ไทยคม อีกทั้ง ยังทำหนังสือถึง กสทช. ไม่เห็นด้วยกับการจัดประมูลวงโคจรให้ไทยคม ให้ทบทวนโดยเลื่อนออกไปก่อน มีแต่ขัดผลประโยชน์ไทยคม ส่วนเรื่องอนุญาโตตุลาการ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่แทรกแซง

    สำหรับกรณีข่าวปลอม รัฐบาลต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย รักษาความสงบสุขเป็นระเบียบเรียบร้อย และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เมื่อตรวจพบก็ต้องรีบเตือนและให้ความรู้ประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างข่าวปลอมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ทำให้คนตื่นตระหนก จึงต้องปิดกั้นและดำเนินคดี อีกทั้งมีการใช้โซเชียลฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะใช้ยุยงปลุกปั่นให้คนออกมาชุมนุม ทั้งที่อยู่ในภาวะควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ห้ามชุมนุม รวมตัวกัน และยังมีการใช้โซเชียลมีเดีย บิดเบือนข้อมูล สร้างความเกลียดชัง ความรุนแรงในสังคม สาเหตุหลักมาจากโซเชียล ล้างสมองคนพวกนี้ขึ้นมา ย้ำว่า ไม่มีเจตนาใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือทางการเมือง

    “ที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจหลักของผมคือการปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะวันนี้สถาบันหลักของชาติเรากำลังถูกบ่อนทำลายโดยการใช้โซเชียลมีเดีย ใช้คอมพิวเตอร์ สื่อสารข้อมูลกันอย่างแพร่หลาย และเป็นข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลที่ทำให้คนเกลียดชังกัน และเป็นข้อมูลที่สังคมไทยเรารับไม่ได้ เขาต้องการเพียงแค่ล้างสมองเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ ผมจึงต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติไว้” ซึ่งการอภิปรายของนายชัยวุฒิ ก็ถูก ส.ส.พรรคก้าวไกล ประท้วงหลายครั้ง ขณะที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ก็ประท้วง ส.ส.พรรคก้าวไกล และประธานอยู่หลายครั้ง

    เมื่อเวลา 17.59 น. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ สรุปการชี้แจงของรัฐบาลว่า รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งใคร โควิด-19 เปรียบเหมือนคลื่นลมแรง ที่แรงมาก ไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ ปีที่แล้วเราเจอคลื่นเล็ก และปีนี้เราเจอคลื่นลูกใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รุนแรงที่สุด เพราะบางประเทศรุนแรงกว่า แต่ก็คิดว่าเรายังสามารถรับมือได้ แม้จะทำไม่ได้ดีที่สุด พร้อมขอบคุณฝ่ายประชาชนที่ให้ความร่วมมือ ส่วนการกล่าวหาว่ารัฐบาลค้าความตาย ไม่เป็นธรรม ทำไมไม่พิจารณากลับด้านบ้างว่า แม้มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ผู้ติดเชื้อสะสม 1 ล้านกว่าคน แต่เราก็มีคนหายป่วยไปแล้วกว่าล้านคนเช่นกัน จากนี้ไปการสมดุลในการดำเนินชีวิตไม่ใช่ทำให้โรคหมดไป แต่ที่สำคัญคือการสร้างสมดุล เราจำเป็นต้องปรับตัว หาแนวทางใหม่ในแนวทางการสร้างสมดุลใหม่ เพื่ออยู่ร่วมกับโรคนี้ให้ได้ ดังนั้น ต้องมีการปรับตัว โดยให้คิดว่าต้องมีการป้องกันขั้นสูงสุด คือให้คิดว่า ทุกคนที่พบมีโอกาสติดเชื้อทั้งสิ้น เราจึงต้องมีมาตรการระวังขั้นสูงสุด

    ส่วนการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือนที่เหลือในปีนี้ และให้นักศึกษาจบใหม่มีรายได้ มีงานทำ ลดเหลื่อมล้ำ ยกระดับด้วยการรวมไทยสร้างชาติเพื่อความสำเร็จ และกำลังทำยุทธศาสตร์เพื่อเป็นการพัฒนาไปสู่อนาคตของประเทศ ก่อนทิ้งท้ายว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วง 3 วัน ที่ผ่านมาประชาชน ได้ยินประเด็นต่างๆ มากมาย รัฐบาลพร้อมจะนำข้อเสนอแนะ ไปปรับปรุง แก้ไข เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยและประชาชนคนไทยมีความหวัง เปรียบเหมือน ฟ้าหลังฝน ย่อมสดใสเสมอ แม้ไม่มีใครบอกได้ว่าโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อไร

    จากนั้นเป็นการสรุปภาพรวมการอภิปรายของฝ่ายค้านโดย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตลอด 4 วัน ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ประชาชนจมในกองทุกข์ ประเทศจมในกองหนี้ เหตุเกิดจากประชาชนกลัวตาย โดยมีเหตุแห่งการตาย 5 อย่าง คือ

    1. ตายเพราะผู้นำไร้ภูมิปัญญา ไร้วิสัยทัศน์
    2. ตายเพราะผู้นำไร้ความสามารถ
    3. ตายเพราะผู้นำโกง
    4. ตายเพราะผู้นำโอหังคลั่งอำนาจ
    5. ตายเพราะผู้นำไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ

    สถานการณ์โควิด-19 ในไทย ที่แม้มีคนหายป่วยแล้ว ก็อาจอดยากจนตาย เพราะผู้นำไร้ภูมิปัญญาขาดวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปิดอภิปรายตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวอตลดลง เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นเพราะมีการตรวจน้อยลง ประกอบกับรัฐบาลเพิ่งคลายล็อก อาจจะทำให้ประชาชนการ์ดตกได้ ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่าสถิติตัวเลขของไทย เมื่อเทียบกับทั่วโลกแล้วไทยดีกว่านั้น เป็นความคิดที่ผิด ขอรัฐบาลอย่าคิดว่าประชาชนโง่ หรือ ฝ่ายค้านโง่ เพราะประเทศอังกฤษ ตรวจหาเชื้อวันละ 7 หมื่นคน แต่ไทยตรวจวันละ 4 หมื่นคน ยืนยันว่าทุกคนกลัวตาย แต่การที่บริหารผิดพลาดให้คนตาย ถือเป็นความล้มเหลวสูงสุด จึงขอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาเรื่องนี้ โดยเฉพาะที่ผ่านมามีคนตายอยู่ข้างถนน และตายเพราะรอเตียง ถือว่าเป็นการตายที่ต่ำกว่ามาตรฐานความเป็นมนุษย์ ซึ่งคนเหล่านั้นออกมาตะเกียกตะกายที่ด้านนอก เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการความช่วยเหลือ และแสดงให้รัฐบาลเห็น จะได้รับรู้ถึงความเป็นจริง

    ส่วนด้านสาธารณสุข เหมือนตัวใครตัวมัน เป็นเพราะความผิดของคณะรัฐมนตรี ที่ไม่มีมาตรการป้องกัน ไม่เตือนภัยชาวบ้าน การแพร่ระบาดที่เวทีมวย ชายแดน และสถานบันเทิงทองหล่อ ก็เกิดจากการหละหลวมของรัฐบาลทั้งสิ้น ทำให้ชาวบ้านต้องรับกรรม พร้อมถามรัฐบาลว่าจะมีมาตรการรองรับกับสายพันธุ์มิวที่เข้ามาใหม่ไว้อย่างไรบ้าง เหตุใดวัคซีนไม่เพียงพอ และทำไมไม่ชี้แจงเรื่องวัคซีนซิโนแวคถึงเอกสารการจ่ายเงินแบบรัฐต่อรัฐต่อสภาตามที่รัฐบาลอ้างไว้ รวมถึงทำไมยังสั่งซิโนแวคเพิ่มเติม ทั้งที่ทราบดีว่ามีคุณภาพไม่ดี เป็นเพราะมีเงินทอนหรือไม่ เรื่องนี้ตลอด 2 วัน ก็ยังไม่มีการชี้แจงต่อสภาฯ ทำให้ปักใจเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของ "ค้าความตาย"

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังบริหารประเทศแบบรัฐราชการ ทั้งที่มีกฎหมายในมือถึง 40 ฉบับ แต่กลับมีเงื่อนไขมากมาย อาทิ เรื่องวัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากองค์การอาหารและยาไทย ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบจากองค์การอนามัยโลก (WHO) มาแล้ว รวมถึงเรื่องการซื้อชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ที่มีการล็อกสเปก การเข้าถึงการตรวจโควิดในช่วงแรกแบบ RT-PCR ยังทำได้ยาก มีราคาแพง ทั้งหมดนี้จึงถือว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล ที่จงใจทำผิดพลาด หาประโยชน์ เป็นผู้นำไร้ภูมิปัญญา ไร้วิสัยทัศน์ อีกทั้ง ยังออกกฎหมายปิดปากประชาชน เตรียมออกร่าง พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อมาล้างผิดเรื่องวัคซีนซิโนแวคโดยเฉพาะ และยังโกงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในกองทัพแทนที่จะนำมาคิดซื้อวัคซีน

    ความไม่ไว้วางใจเหล่านี้ ยังลามไปถึงพรรคของรัฐบาลเองแล้ว จนต้องซื้อความไว้วางใจ สิ่งที่แก้ได้คือการเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งฝ่ายค้านทำสุดความสามารถแล้ว หวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมด้วย ด้วยการโหวตไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเป็นของขวัญให้กับชาวบ้าน เพราะนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำลายประชาธิปไตยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เหยียบย่ำศักดิ์ศรีรัฐสภา ฝ่ายค้านทุกชีวิตรับไม่ได้กับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ จึงไม่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อ

    จากนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดลงมติในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. เนื่องจากลงมติวันเดียวกับวันอภิปรายไม่ได้ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 20.23 น.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    อภิปรายไม่ไว้วางใจประชุมสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 64อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564คณะรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุดลงมติไม่ไว้วางใจข่าวการเมืองข่าวการเมืองออนไลน์

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2564 เวลา 02:53 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์