สรุปเช้ายันค่ำอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก ฝ่ายค้านจัดหนักอัด “ประยุทธ์” เหลว (คลิป)

ข่าว

    สรุปเช้ายันค่ำอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก ฝ่ายค้านจัดหนักอัด “ประยุทธ์” เหลว (คลิป)

    ไทยรัฐออนไลน์

    31 ส.ค. 2564 20:59 น.

    ไล่ไทม์ไลน์สรุปรวบตั้งแต่เช้ายันค่ำ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลวันแรก จัดหนักอัดรัฐบาลใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์” ล้มเหลวหลายด้าน ไร้จิตสำนึก จี้ลาออกเพื่อรับผิดชอบ พร้อมสีสันประท้วง

    วันที่ 31 ส.ค. 2564 ที่รัฐสภามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยวันนี้มีการประชุมเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นวันแรก ตามที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน และคณะ เป็นผู้เสนอ โดย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งมีกำหนดการเริ่มประชุมในเวลา 09.00 น. กระทั่งเวลาหลังผ่านไป 50 นาที จึงมี ส.ส. ครบองค์ประชุม ถึงเริ่มประชุมได้

    นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เริ่มต้นก็ปล่อยไก่เมื่ออ่านนามสกุลนายกรัฐมนตรีผิด จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ยงใจยุทธ ก่อนจะเอ่ยขอโทษและแก้ไขให้ถูกต้อง พร้อมระบุต่อไปว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลไร้ภูมิปัญญา ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้ความสามารถในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว เสียหายร้ายแรงทุกด้าน ใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย

    ปล่อยปละละเลยมาตรการป้องกันโควิด-19 จัดหาวัคซีนไม่โปร่งใส มีลักษณะค้าความตาย คิดการใหญ่โต สร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กอบโกยผลประโยชน์บนซากศพและคราบน้ำตาประชาชน ใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรง เห็นชอบใช้จ่ายงบประมาณจัดซื้ออาวุธของกองทัพต่อเนื่อง ทรยศความไว้วางใจประชาชน จากความโอหังและเสพติดอำนาจ ทำให้อยู่ในสภาพคนเป็นโรคโอหังคลั่งอำนาจ ไม่อยู่ในภาวะเป็นผู้นำประเทศ หากปล่อยให้บริหารประเทศต่อไป จะนำมาซึ่งความหายนะประเทศ ตามที่กล่าวกันว่าผู้นำโง่เราจะตายกันหมด เพราะคนโง่คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ

    ในช่วงหนึ่ง นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประท้วงอยู่เป็นระยะๆ โดยกล่าวหาว่าใช้ถ้อยคำใส่ความ อาทิ ค้าความตาย ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นห่วง ไม่อยากให้มีการใส่ความกัน ขอให้พรรคพลังประชารัฐดูแลนายกรัฐมนตรี จะมาใส่ความกันไม่ได้ โดยประธานวินิจฉัยเป็นการพูดตามญัตติ ไม่ขัดข้อบังคับ ส่วน นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า โดยมารยาทเมื่อผู้นำฝ่ายค้านอ่านญัตติจะไม่ประท้วงกัน แต่ผู้แทนก้าวเขย่ง ไม่รู้มารยาท ก่อนที่ประธานจะรีบตัดบท

    นายสมพงษ์ อ่านญัตติต่อไปเข้าสู่ชื่อของ นายอนุทิน ขาดความรู้ ไร้ความสามารถดูแลงานสาธารณสุข มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประเมินความรุนแรงของโรคผิดพลาดร้ายแรง เห็นว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาหายได้เอง ทำให้มีประชาชนติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก บางรายนอนเสียชีวิตกลางถนนหรือในบ้าน ระบบสาธารณสุขประเทศล้มเหลวสิ้นเชิง ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ไร้ภูมิปัญญา ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบทั้งระบบ ละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายปะปนอยู่ในระบบ เกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน เป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดโควิด-19 ผู้ใช้แรงงานต้องตกงานจำนวนมาก นักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทำ และผิดพลาดร้ายแรงให้เกิดคลัสเตอร์ติดเชื้อใหม่ในโรงงานรายวัน

    นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ มุ่งแสวงหากอบโกยผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานที่อยู่ในกำกับ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติตัวเสเพล ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เข้าไปในแหล่งอบายมุขเป็นต้นตอแพร่ระบาดโควิด-19 ไปทั่วประเทศ มุ่งแสวงหาผลประโยชน์การเมือง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารงานด้านการเกษตรล้มเหลวทั้งระบบ มีส่วนได้เสียเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของหน่วยงานที่กำกับดูแล ละเลยให้เกิดการแพร่ระบาดโรคในสัตว์ ส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรจำนวนมาก ขณะที่มาตรการชดเชยเยียวยาแก่เกษตรกรไม่ทั่วถึงและเพียงพอ และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ใช้ตำแหน่งหน้าที่และสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยกในสังคม มุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ประเทศ

    “ขณะนี้ประเทศไทยมาถึงจุดวิกฤติ สะท้อนภาพบริหารจัดการล้มเหลว มีแต่แถลงตำหนิประชาชน บริหารงานด้วยปาก พ่นคำพูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้ประชาชน หลงตัวเอง แก้ปัญหาแบบเก่งคนเดียว ไม่ฟังเสียงประชาชน ทุก 7 นาที มีคนไทยต้องตายเพราะบริหารโควิดล้มเหลว เกิดความสูญเสียวันละ 8 พันล้านบาท จากการล็อกดาวน์ผิดพลาด ขอถามว่า เหตุใดวัคซีนประสิทธิภาพต่ำจึงแพงกว่าวัคซีนประสิทธิภาพสูง แต่ยังดื้อดึงสั่งซ้ำซาก ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ คือความอับอายของประเทศ ไม่สามารถนำพาประเทศพ้นวิกฤติได้ ไม่ใช่ผู้นำปัจจุบันที่แบกปัญหาวิกฤติได้ ไม่ใช่ผู้นำอนาคตที่เป็นความหวังลูกหลาน เป็นได้แค่สิ่งไร้ค่า ไร้ความหมายในความทรงจำของคนรุ่นต่อไป จึงไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการต่อไป”

    ต่อมาเวลา 10.56 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตของโควิด-19 สายด่วนที่ไม่มีใครรับสาย และแอปพลิเคชันหมอพร้อม ที่กลับไม่พร้อมเรื่องการจองฉีดวัคซีน นายอนุทิน ขาดองค์ความรู้ในการบริหาร มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า โควิด-19 เป็นแค่ไข้หวัดโรคหนึ่ง ทั้งยังตำหนิแพทย์และบุคลากรที่ติดเชื้อว่าไม่ระวังตัวเอง และระบุว่าวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตในไทยจะมีเต็มแขนของคนไทยในไตรมาสที่ 3 แต่กลับไม่มีวัคซีนเพียงพอ รัฐบาลดำเนินการไร้ทิศทาง ไร้เป้าหมาย จัดหาวัคซีนไม่ตรงตามที่ระบุไว้ เหมือนเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งถือเป็นความล้มเหลว 4 ด้าน คือ การควบคุมโรคระบาด, การจัดหาและจัดซื้อวัคซีน, กระจายวัคซีน และค้าความตาย จัดหาวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ มองว่า พล.ประยุทธ์ และนายอนุทิน รู้เห็นเป็นใจกันในลักษณะแบ่งแยกหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ จัดซื้อซิโนแวคเกินความจำเป็น และบริหารวัคซีนแอสตราเซเนกาขาดแคลน ทั้งที่มี 7 หน่วยงานทักท้วงให้ซื้อวัคซีนอื่นร่วมด้วย แต่สุดท้ายยังซื้อวัคซีนซิโนแวค จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

    จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วง การพูดถึงผู้ผลิตวัคซีนซิโนแวค ซึ่งเป็นการพูดเพื่อด้อยค่าว่าเป็นของไม่ดี ถือเป็นผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมชี้แจงว่าวัคซีนซิโนแวค ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รับรองแล้ว แต่กลับไปด้อยค่า ทำให้คนที่ฉีดซิโนแวคเกิดอาการตกใจและหวาดกลัวได้ โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ นายประเสริฐ วิจารณ์โดยคำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีการช่วยและบริจาควัคซีนให้ไทย และขออย่าวิจารณ์บุคคลภายนอก นายประเสริฐ จึงชี้แจงว่า แม้กล่าวอ้างถึงบุคคลภายนอก แต่ไม่ได้ทำให้เสียหาย เพราะพูดเรื่องจริง พร้อมยังเปิดเผยว่า การจัดซื้อซิโนแวค 18.5 ล้านโดสของรัฐบาล ไม่ได้มีแค่ราคา 17 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อโดสเป็นราคาเดียว มีการลดราคาลงมาโดยตลอด จนถึง 9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อโดส ครม.อนุมัติ 170 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (เงินไทย 5,562,400,000 บาท) แต่ราคาจัดซื้อจริงอยู่ที่ 121 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (เงินไทย 3,959,120,000 บาท) ทำให้เกิดราคาส่วนต่างอยู่ที่ 1,603,280,000 บาท จึงขอตั้งคำถามว่า เงินส่วนนี้อยู่ในกระเป๋าใคร โดยใช้เวลาในการอภิปรายไปกว่า 1.30 ชั่วโมง และจบการอภิปรายในเวลา 12.26 น.

    ในขณะเดียวกัน ที่จุดแถลงข่าวของรัฐสภา นายศุภชัย นำ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม และ นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ มาแถลงชี้แจง เพราะหากรอให้รัฐมนตรีชี้แจงอาจจะช้าไป โดย นายแพทย์โอภาส ระบุว่า ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนตัวไหนที่สามารถป้องกันโควิดหรือป้องกันการตายได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นซิโนแวค (Sinavac) ไฟเซอร์ (Pfizer) หรืออื่นๆ แม้แต่บางประเทศที่ฉีดไฟเซอร์อย่างกว้างขวางก็ยังมีการระบาดใหม่เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์ ประเทศไทยมีการพัฒนาโดยนักวิชาการต่างๆ รวมถึงพัฒนาการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ คือ ซิโนแวค เข็มที่ 1 แล้วตามด้วยแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เข็มที่ 2 สามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่สูงเทียบเท่ากับการฉีดแอสตราเซเนกา 2 เข็ม และมีข้อดีที่ฉีดได้เร็วขึ้น

    “ยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพ ขอความกรุณาอย่าด้อยค่าวัคซีนซีโนแวค เพราะวัคซีนตัวนี้เป็นตัวช่วยเราตั้งแต่ต้นปี ทำให้เราดูแลการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี รวมทั้งในระยะต่อไปที่เราจะพยายามเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในกับพี่น้องประชาชน นี่เป็นประการแรก ประการที่ 2 ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ขอนำเรียนว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นข้อกล่าวอ้างว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายจึงไม่เป็นความจริง”

    ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ชี้แจงต่อไปว่า เราซื้อซิโนแวคลอตแรกเพียง 2 ล้านโดส ราคาจึงซื้อแพงกว่า เป็นปกติ แต่ในเวลาต่อมามีการต่อรองราคาและซื้อถูกลงเป็นลำดับ เฉลี่ยแล้วราคาจะอยู่ที่ 11.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เป็นวัคซีนที่หาซื้อได้และพร้อมที่จะขาย ในเรื่องที่บอกว่ามีส่วนต่างนั้น องค์การเภสัชกรรมยืนยันชัดเจนแน่นอน 100% ไม่ได้มีส่วนต่างใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ แจงเพิ่มเรื่องโครงการโคแวกซ์ ว่า การไม่เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์แล้วทำให้เราเสียโอกาสในการได้วัคซีน ไม่ใช่สถานการณ์แบบนั้น ที่ยังไม่ได้มีการจองซื้อวัคซีนผ่านโครงการโคแวกซ์ เพราะเห็นว่ามีโอกาสที่จะได้รับวัคซีนช้ากว่าการจัดหาวัคซีนโดยตรงจากผู้ผลิตวัคซีน สิ่งที่เราได้เลือกเดินมาเป็นเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปจะพิจารณากลับอีกที

    กลับเข้ามาที่สภาฯ เวลา 12.30 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต่อจาก นายประเสริฐ โดยเริ่มต้นถามนายกรัฐมนตรีว่าเป็นรัฐบาลมา 7 ปี ไม่พออีกหรือ ตั้งงบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่ปล่อยให้มีข้าราชการทุจริต ประชาชนเวลาเดือดร้อนก็ไม่มีเงินไปรักษาพยาบาล ไม่ได้ตั้งงบประมาณไปหาประชาชน เพราะมีเงินทอน ท่านรู้ดี ตั้งงบประมาณต่างๆ ก็อาจตั้งงบประมาณเผื่อโจรด้วยหรือไม่ อย่างเรื่องการขุดน้ำ ก็มีการตั้งงบประมาณและอาจมีเงินทอน ส่วนเรื่องเกณฑ์ทหารปีละกว่าแสนนาย ก็ไม่รู้ทหารเกณฑ์มาทำไม เพราะมีค่าใช้จ่ายงบประมาณเป็นค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าชุด ถามว่าพลทหารได้รับเงินหรือไม่ ก็ไม่ได้รับ แต่มีคนอื่นรับเบี้ยเลี้ยงแทน อีกอย่างเกณฑ์ทหารเอาไปเป็นทหารเอาไปรับใช้ นายทหารผู้ใหญ่ใช่หรือไม่

    ส่วนเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ช่วงนี้ที่ลดลงผิดปกติ น่าจะเป็นการตกแต่งตัวเลขอย่างที่ นายประเสริฐ กล่าว เพราะถ้าเป็นแบบนี้สิ้นเดือน ก.ย. โควิด-19 หมดประเทศไทยแน่ แต่ดูเถอะหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ขึ้นได้อีก ดังนั้นยอดโควิด-19 ของจริงไม่ได้เป็นตามนี้ แต่ทำเพื่อประโยชน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น

    เวลา 13.48 น. พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจงตอบโต้ว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นแค่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แต่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ในเรื่องงบประมาณที่อ้างว่าปูทางเพื่อการเมือง ส่วนตัวไม่เคยคิดหรือทำแบบนี้ ยืนยันว่าในส่วนของงบกลางที่มียอดสูงขึ้นนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ทั้งสิ้น ไม่ได้นำไปใช้ส่วนอื่น มีการตรวจสอบของสำนักงบประมาณ ไม่สามารถชี้นิ้วสั่งได้ เพราะไม่อยากมีปัญหาเรื่องทุจริต ขอให้ไปดูใหม่ และขอให้ดูในมุมกว้างว่าที่ผ่านมาประเทศเปลี่ยนไปมากมาย ส่วนเรื่องงบประมาณของกระทรวงกระทรวงกลาโหม พูดไปหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้สูงเมื่อเทียบเคียงกับต่างประเทศแล้ว ขณะที่เรื่องการเกณฑ์ทหารก็เป็นหน้าที่ในรัฐธรรมนูญของชายไทยที่ต้องเป็นทหาร ไม่ได้เอามาใช้งานของกองทัพ แต่เอามาป้องกันชายแดน ความมั่นคงภายในประเทศ ช่วยเหลือภัยพิบัติและโควิด-19

    “จริงๆ แล้วยังไม่ถึงเวลาพูด เพราะเป็นรุ่นพี่ผม ท่านตำหนิน้องท่านมากไปสักนิดนึง ผมไม่โกรธไม่เคืองท่านอยู่แล้ว เพราะผมให้พรรคฝ่ายค้านมาชมผมคงไม่ได้ แต่ให้คำนึงถึงความเป็นจริง พร้อมฝากถึงประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้าน ให้ดูหน้าผม ให้ฟังผม ผมพูดจากหัวใจของผม ผมพูดจากสมองที่ท่านบอกว่าน้อยเนี่ยของผมออกมา แต่ท่านอย่าลืมว่าผมมีประสบการณ์ 6-7 ปีมาแล้ว ตรงนี้คือความแตกต่างนะครับ ที่ผมน่าจะรู้มากกว่าท่าน ในส่วนรายละเอียดรองนายกฯ พร้อมชี้แจงได้หมดทุกตัว ขอให้ฟังด้วย หากไม่ใช่ก็เอาไปตรวจสอบ ไม่ใช่ไปพูดข้างนอกเพราะอาจจะมีปัญหา ไม่ได้ขู่ท่าน เพราะการพูดในสภาต้องระมัดระวัง เพราะประชาชนเข้าใจผิด โอเคนะครับ ขออนุญาตพูดเท่านี้ก่อน ด้วยความเคารพพี่นะครับ”

    ในเวลาต่อมาราวๆ 14.00 น.เศษ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่คลั่งอำนาจจนพาเศรษฐกิจชาติลงเหว จะทำให้ประชาชนรับผลกระทบต่อเนื่องไปในอนาคตข้างหน้า ภายใต้การบริหารของรัฐบาลนี้ทำให้ประเทศไทยติดอันดับการฟื้นตัวเศรษฐกิจช้าที่สุดในโลก แรงงานโดนลดชั่วโมงทำงานมากที่สุดในโลก และรายได้ของแรงงานก็ลดลงมากที่สุดในโลกเช่นกัน ยอดคนตายจากโควิดหลักร้อยตอนนี้ แต่ความจริงคือในสถานการณ์ปกติก่อนหน้านี้มีคนตายปกติหลักพัน เพราะคนตายไม่ได้ถูกตรวจโควิดทุกคน เนื่องจากไม่มีระเบียบเบิกจ่ายการตรวจโควิดให้คนตาย ยังไม่ต้องพูดถึงว่าได้เตียง หรือได้ยาอีกเป็นร้อยๆ และแน่นอนคนเหล่านั้นคือคนมีรายได้น้อย ความอัปลักษณ์แบบนี้ที่เราเห็นเต็มตาอยู่ทุกวัน ถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลีกเลี่ยงได้หรือเปล่า หลีกเลี่ยงได้แน่นอนถ้าเราไม่ได้ผู้นำที่หวงอำนาจ

    เวลา 15.20 น. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่จริงจังต่อการปราบปรามการทุจริตหลายโครงการ วางตัวเป็นจ่าเฉย เช่น ในสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ เป็นผู้นำขี้ขลาดและเห็นแก่ตัว ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ซึ่งบทบาทของหัวหน้ารัฐบาล คือ ต้องเป็นด่านหน้าเผชิญข้าศึก ไม่ใช่หนีไปนอนในค่ายทหาร และปล่อยให้ประชาชนเผชิญสถานการณ์ตามยถากรรม ปัญหาทุกอย่างมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพราะกลัวประชาชนตื่นตัว ต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ รัฐบาลมาเฟีย แบ่งกันกิน หาผลประโยชน์ ดังนั้นหากทำลายระบบประยุทธ์ ระบบมาเฟีย จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ดังนั้นขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก

    อีกหนึ่งสีสันของการประชุมในวันนี้ เมื่อเวลา 16.02 น. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ที่อภิปรายแบบสอดแทรกถ้อยคำเสียดสีในช่วงของการสรุปทิ้งท้ายว่า รัฐบาลสร้างหนี้จำนวนมาก จนทำให้ประเทศอยู่ในสภาวะหนี้สินล้นพ้น และยังปล่อยประชาชนผจญกับโรคระบาดแบบตามมีตามเกิด ให้รอวัคซีนโควิด-19 รอเยียวยา รอการตรวจเชื้อ รอเตียง รอออกซิเจน รอความตายอย่างทรมาน อีกทั้งก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยบอกว่าไตรมาส 3 คนไทยจะมีวัคซีนฉีดเต็มแขน แต่นายกรัฐมนตรีทำงานแบบ Work From Home วัคซีนคุณภาพมาช้า วัคซีนเกรด A รอรับบริจาคหรือต้องเสียเงินซื้อเอง ส่วนวัคซีนที่มาไวก็เป็นวัคซีนเกรด D คุณภาพต่ำ 

    ทั้งนี้ มีหลายคำพูดของนายมงคลกิตติ์ ที่ถูกประท้วงจนต้องขอถอนแล้วแก้ใหม่ อาทิ “นายกฯ ทุเรศ” เป็น “นายกฯ น่าบัดสีสิ้นดีจริงๆ” แต่ก็ถูกประท้วงอีก ก่อนจะแก้เป็น “นายกฯ เป็นคนดี” ซึ่งดีในที่นี้หมายความว่าเกรด D “หน้าด้าน หน้าไม่มียางอาย” แก้เป็น “หน้าที่มีอายุ 67 ปี” และประธานสภาฯ ขอให้ตัดบทจบ เนื่องจากมีผู้ประท้วงต่อเนื่องจากทำเสียดสี นายมงคลกิตติ์จึงทิ้งท้ายว่า “จากความในใจถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านพอเถอะครับ ท่านลาออกได้แล้วครับ”

    เมื่อเข้าสู่เวลาใกล้ 17.00 น. ถึงคิว นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การแก้ปัญหาโควิด-19 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ล้มเหลว ผู้เสียชีวิต 12,000 คน จากไปด้วยความทุรนทุราย ตายอย่างทรมานหายใจไม่ออก ไม่ต้องเอาถุงคลุมหัว หลายชีวิตเข้าโลงศพขึ้นสู่เมรุ ไร้ญาติขาดมิตร ไร้พิธีกรรม จากนั้นขออนุญาตประธานไว้อาลัย โดยเชิญทุกคนในสภาผู้แทนราษฎร ยืนขึ้น และกล่าวไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 หากนายกรัฐมนตรีมีสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบ เราอาจจะได้นายกรัฐมนตรีใหม่ที่มีความรู้ มีวิสัยทัศน์ที่ดี กับประชาชน แต่เหตุการณ์เหล่านั้นคงไม่เกิดขึ้นถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่หากมีภาพ “บิ๊กตู่” ลาออก หลังจากนี้เชื่อว่าประชาชนจะกระโดดดีใจอย่างแน่นอน

    นายแพทย์ชลน่าน ย้ำต่อไปว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับนายอนุทิน บริหารผิดพลาดอย่างร้ายแรง และเมื่อผู้นำไร้ภูมิปัญญา ไร้ภาวะผู้นำ สิ่งที่ต้องทำคือการออกข้อสั่งการ ส่วนตัวไม่กล้าเรียกเป็นผู้นำประเทศ หรือเป็นผู้บริหาร แต่เขาเป็นแค่ผู้สั่งการเท่านั้นเอง รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว ทำคนเดียว สั่งคนเดียว ที่สำคัญเอาทหารมาเป็นหมอรักษาโรค ทำไมไม่เอาหมอมารักษาโรค นั่นคือเหตุผลที่ทำให้แก้ปัญหาโควิด-19 ไม่ได้ เรื่องชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ต้องผ่านการรับรององค์การอนามัยโลก (WHO) และต้องมีความแม่นยำ ก็มีข้อสั่งการออกมา แต่ นายอนุทิน ก็ไม่ได้ทำ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไปเปลี่ยนข้อสั่งการไม่ต้องผ่านการรับรองของ WHO มีพรายกระซิบไปบอกนายกรัฐมนตรีให้เปลี่ยนข้อสั่งการ ขอถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใจดำ อำมหิต ทำได้อย่างไร ซึ่งข้อสั่งการสุดท้ายนี้ที่จะเอา พล.อ.ประยุทธ์ เข้าคุก เมื่อวานมีการเซ็นสัญญาจัดซื้อชุดตรวจ ATK ไปเรียบร้อยแล้ว การกระทำนี้เป็นการทรยศกับประชาชนหรือไม่

    “อภิปรายเสร็จแล้วเราจะส่งฟ้องต่อ ป.ป.ช. เพราะรัฐบาลทุจริตมีการเรียกรับผลประโยชน์ และไม่ปฏิบัติตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2564 รวมไปถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี วันที่ 21 พ.ค. 2564 แล้วไม่มีการกำกับดูแลสิ่งที่สั่งการของตัวเอง นายอนุทิน ก็ไม่ได้ทำ แบบนี้ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิด ม.157 หรือไม่”

    เวลา 18.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้ง หลังนายแพทย์ชลน่าน อภิปรายเสร็จสิ้น ว่า สั่งการโดยเปิดเผย มีมติเห็นชอบร่วมกัน ไม่เคยเรียกแอบใครไปสั่งการ และไม่ใช่การสั่งการแบบเผด็จการ เพราะไม่ใช่คนแบบนั้น ส่วนเรื่องการบริหารโควิด-19 มีการแบ่ง เป็น 2 แบบ คือ จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ และการกำหนดมาตรการควบคุมโรคที่สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการปรับเปลี่ยนและเทียบเคียงกับต่างประเทศ ลำดับตามขั้นตอน มีการพิจารณาร่วมกันกับทีมแพทย์และสาธารณสุข พิจารณาร่วมกัน ยืนยันว่าโควิด-19 ไม่มีใครต้องการให้เกิด การดำเนินการไม่มีการละเว้น เพราะมีมาตรการค้นหา สอบสวนโรค ติดตามผู้ป่วย ล็อกดาวน์ และยืนยันว่าระบบสาธารณสุขไทยไม่ได้ล้มเหลว

    ส่วนเรื่อง ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด ยืนยันที่ผ่านมา ไม่เคยสั่งให้ซื้อยี่ห้อที่ผ่านการรับรองจาก WHO สั่งถอดเทปไปแล้วในที่ประชุม ศบค. ไม่ได้พูดเช่นนั้น สามารถตรวจสอบได้ เพราะสอบถามกระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทย์แล้วว่า ไม่มี ATK ชนิดใดในขณะนั้นที่ WHO รับรองให้ใช้สำหรับประชาชน มีแต่ให้ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ จึงต้องไปว่ากันด้วยหลักฐาน และรัฐบาลไม่ได้ปกปิดเรื่องยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต เพราะทำไม่ได้ ไม่อยากจะพูดให้หลายคนท้อแท้ เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด และรู้สึกเสียใจที่เกิดการสูญเสีย

    “หลายๆ เรื่อง ท่านก็หาว่าผมอย่างโน้นอย่างนี้ เออ โอเค ท่านคิดไปเถอะ ผมรู้แน่แก่ใจของผมเอง และสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้รับคำสั่งสอนจากพ่อแม่ผมมา ครูบาอาจารย์ผมมา เขาให้ผมพูดจาให้เรียบร้อย สุภาพใจเย็นๆ ไม่ใช่คำพูดที่หยาบคาย เหยียดหยาม ดูถูก สอนไว้ด้วยคำว่าสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ผมจะพยายามทำให้สภาฯ แห่งนี้เป็นสภาฯ ของผู้ทรงเกียรติอย่างแท้จริง ขอบคุณบรรดาสมาชิกต่างๆ ที่นำเสนอแนะอันเป็นประโยชน์และใช้กิริยาวาจาที่เหมาะสม สุภาพเรียบร้อย นั่นคือควรจะเป็นมาตรฐาน ตามที่ประธานสภาฯ ได้กล่าวไว้แล้ว”

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    อภิปรายไม่ไว้วางใจประชุมสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 64อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564ประยุทธ์ จันทร์โอชาคณะรัฐมนตรีอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุดฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจข่าวการเมืองข่าวการเมืองออนไลน์

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 01:50 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์