• รู้จัก “บัตรเขียว-บัตรเหลือง” ได้จากไหน ทำอย่างไร ถึงเข้านั่งทานในร้านอาหารได้อย่างปลอดภัย
  • 1 ก.ย.นี้ นำร่องในกิจการที่มีความพร้อม ประเมินผล 1 เดือน หากเป็นไปด้วยดี เริ่มปฏิบัติโดยทั่วไป 1 ต.ค. 2564
  • กรมควบคุมโรค ย้ำ มาตรการป้องกันแบบครอบจักรวาล เป็นสิ่งสำคัญควบคู่กับ Covid Free Setting ให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

    คงได้เห็นหน้าค่าตากันไปแล้วกับมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. มีมติออกมาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา มีการผ่อนคลายหลายกิจการกิจกรรมในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) มากขึ้น รวมถึงที่หลายคนจับตาคือ ร้านอาหาร ในเรื่องของการผ่อนคลายให้นั่งทานในร้านได้ 50-75% ภายใต้เงื่อนไขของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ให้บริการและผู้มารับบริการ ซึ่งก่อนหน้านี้ ศบค. มีมาตรการห้ามนั่งทานในร้านอาหาร ให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น ก่อนผ่อนคลายมาตรการนี้


หลายคนอาจจะได้เห็นเรื่อง “บัตรเขียว และบัตรเหลือง” อยู่ในเงื่อนไขการปฏิบัติของทางกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร จะรับบัตรเขียว หรือบัตรเหลืองได้ที่ไหน ใครเป็นผู้ออกให้ โดย นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้คำตอบในกรอบหลักและแนวคิดไว้ว่า บัตรเขียวและบัตรเหลืองนั้นจะออกโดยกระทรวงสาธารณสุข

...

ยังเป็นกรอบหลักการที่ต้องลงรายละเอียด

ขณะที่ความหมายสำหรับ “บัตรเขียว” คือ เป็นกลุ่มประชาชนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม มีเอกสารรับรอง หรือผู้ป่วยที่เพิ่งหายจากโควิด 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน ส่วนนี้จะมีใบรับรองแพทย์ มีผลแล็บ แสดงถึงว่ามีภูมิคุ้มกัน สามารถที่จะใช้บริการได้ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% เพราะผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังติดเชื้อได้ เพียงแต่โอกาสจะลดลง

ส่วน “บัตรเหลือง” เป็นผู้ที่อาจจะยังไม่เคยฉีดวัคซีน แต่เคยตรวจ RT-PCR หรือตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK) ไม่เกิน 7 วัน หรือตรวจก่อนใช้บริการ และมีผลตรวจชัดว่าไม่ติดเชื้อโควิด-19

“ตอนนี้เป็นเพียงแนวคิดที่จะต้องลงรายละเอียดในภาคปฏิบัติอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 แต่ที่ประชุมกันไปและมีมาตรการออกมานั้นเพื่อให้มีเวลาเตรียมการก่อน ส่วนรายละเอียดขอให้รอชัดๆ จากที่ประชุม ศบค. มีมติออกมา ในส่วนของบัตรเขียว บัตรเหลือง จะใช้ในเดือน ต.ค. แต่จะมีการทดลองนำร่องก่อนในเดือน ก.ย. สำหรับบัตรเขียวนั้น อาจจะใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีนที่อยู่ใน “หมอพร้อม” มาแสดงได้”

ส่วนข้อกังวลระยะเวลากรณีที่ผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มากกว่า 2 เดือนขึ้นไป ก็ยังสามารถใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีนเพื่อเข้าไปนั่งทานอาหารได้อยู่หรือไม่นั้น วัคซีนโดยทั่วไปมีความครอบคลุมอย่างน้อยคือ 1 ปี เพียงแต่หากมีข้อมูลว่าจำเป็นต้องฉีดกระตุ้น (Booster Dose) เร็วขึ้น ก็ต้องฉีด ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดที่ชัดเจน เนื่องจากต้องดูความเห็นจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน แต่คิดว่าน่าจะให้มีอายุยาวพอสมควร ไม่เช่นนั้นทุกคนก็ต้องวิ่งไปฉีดวัคซีนใหม่เพื่อไปใช้บริการ ก็ดูจะปฏิบัติได้ไม่ง่าย

ATK ภาระใคร รัฐบาล ร้านอาหาร หรือประชาชน

เมื่อถามต่อไป จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนจะไม่ติดโควิดและนำเชื้อเข้าไปยังร้านอาหาร นายแพทย์โสภณ ให้คำตอบว่า จุดนี้จึงต้องมีมาตรการอื่นร่วมด้วย เช่น สิ่งแวดล้อมจะต้องไม่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ ร้านอาหารเป็นที่โล่ง ไม่ใช้ห้องแอร์ นั่งทานได้ 75% ส่วนร้านอาหารในห้องแอร์ นั่งทานได้ 50% รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ลดความเสี่ยง ลดความแออัด คือมาตรการจะกลับไปคล้ายของเดิมที่เคยทำกันแบบเข้มๆ แต่เพิ่มเรื่องผู้ให้บริการ พนักงานในร้าน ต้องฉีดวัคซีน ต้องปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention มีการตรวจหาเชื้อทุก 3-7 วัน ส่วนผู้รับบริการหรือลูกค้า คือ ฉีดวัคซีนครบ เพิ่งหายป่วย หรือมีผลตรวจเป็นลบไม่นาน (RT-PCR หรือ ATK ไม่เกิน 7 วัน) หรืออาจจะตรวจ ATK หน้าร้าน หรือก่อนหน้านี้ก็ได้

ขณะที่ประเด็น ATK จะตกเป็นภาระของใคร ประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือรัฐบาลนั้น ตรงนี้ก็เป็นโจทย์หนึ่ง โดยผู้ให้บริการหรือร้านอาหารอาจต้องเตรียมไว้ด้วย หรือลูกค้าตรวจมาก่อนจากบ้าน แต่ราคาคงลดลงเพราะรัฐบาลจะต้องเข้ามาอุดหนุนเพื่อให้ราคา ATK ต่ำลง สามารถซื้อหามาปฏิบัติได้จริง ขณะที่ผู้ฉีดวัคซีนแล้วหากเป็นผู้ให้บริการ หรือพนักงาน อาจจะต้องตรวจ ATK ซ้ำ เนื่องจากต้องพบกับผู้มารับบริการตลอดเวลา ซึ่งในเรื่องการตรวจ ATK คาดว่าจะน่ามีความยืดหยุ่นเพื่อให้ปฏิบัติได้ และในช่วงแรกคงต้องหาจุดที่ลงตัวที่สุด ไม่เป็นภาระ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความปลอดภัยไว้

นำร่องพื้นที่พร้อม 1 ก.ย. ก่อนใช้ปฏิบัติ 1 ต.ค.

ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหาร พนักงานลูกจ้าง ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนน่าจะมีพอสมควร ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามหาวิธีการจัดวัคซีนให้ฉีด ที่ผ่านมาหลายบริษัทใช้บริการวัคซีนทางเลือก และบางส่วนได้ฉีดตามสิทธิ์ประกันสังคม ส่วนนี้คงต้องเร่ง ซึ่งมาตรการก็ออกมาล่วงหน้า ไม่ได้เป็นการทำพร้อมกันทั่วประเทศ เน้นนำร่องในบางพื้นที่ของพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) แต่ไม่ใช่พร้อมกันทั้ง 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ที่ไหนพร้อมก็ทยอยไปก่อน โดยการเริ่มวันที่ 1 ก.ย. เพื่อนำร่องมีจุดเรียนรู้เป็นตัวอย่างให้จุดอื่นๆ พัฒนาทำต่อได้เร็ว แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะทำพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ได้หรือไม่ เพราะต้องรอการประเมินเป็นระยะว่ามีความพร้อมแค่ไหน แต่แนวคิดคือ Fading

และหนึ่งในพื้นที่นำร่องคือ กรุงเทพมหานคร เนื่องจากทรัพยากรมีมากกว่าที่อื่น แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือกันอีกมากหลังจากนี้ นี่เป็นเพียงกรอบของแนวคิดหลักการ จริงๆ อยากจะใช้เป็นบัตรเขียวทั้วหมด คือฉีดวัคซีนทุกคน แต่ยังทำไม่ได้ จึงให้บางส่วนเป็นบัตรเหลืองก่อน ส่วนคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน คงต้องพกใบรับรองที่มีการออกเป็นกระดาษหลังการฉีดวัคซีนครบ

ป้องกันแบบครอบจักรวาล ควบคู่ Covid Free 

ขณะที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 32) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อค่ำคืนวันที่ 28 ส.ค. 2564 มีการระบุถึงมาตรการในการเตรียมความพร้อมต่างๆ เกี่ยวกับร้านอาหารและการนั่งทานในร้าน ในข้อ 3 และข้อ 5 (2) มีรายละเอียดว่า

ข้อ 3 มาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจะบังคับใช้ในอนาคต ให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมมาตรการภาครัฐและแผนการเกี่ยวกับการจัดหาและจัดสรรวัคซีน ยา เครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลสนาม สถานพยาบาล และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั้งส่วนบุคคล องค์กร ผู้ประกอบการแต่ละประเภทรับทราบและแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เพื่อให้เกิดการเตรียมความพร้อมและการปฏิบัติตน โดยเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตาม “มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล” (Universal Prevention for COVID-19) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สำหรับการจะบังคับใช้ในอนาคต ให้ผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบขององค์กรหรือหน่วยงานตรวจสอบและกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตาม “มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร” (Covid Free Setting) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคของสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรมที่ได้อนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจะบังคับใช้ในอนาคตในการเปิดสถานที่ และการดำเนินกิจการและกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และยั่งยืน โดยให้มีการประเมินผลภายใน 1 เดือน

ข้อ 5 การปรับมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด แล้วแต่กรณีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการของสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรมในพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดที่ได้ปรับมาตรการตามข้อกำหนดนี้เพื่อให้เปิดดำเนินการได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบ และมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด รวมทั้งมาตรการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะ

(2) ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม สามารถเปิดให้บริการได้โดยให้บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 20.00 น. ห้ามการบริโภคสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน และจำกัดจำนวนผู้นั่งบริโภคในร้าน หากเป็นการบริโภคในห้องปรับอากาศ ให้มีจำนวนไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนที่นั่งปกติ แต่หากเป็นการบริโภคในพื้นที่เปิดที่อากาศสามารถระบายถ่ายเทได้ดี เช่น ร้านอาหารขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย รถเข็น ให้มีจำนวนผู้นั่งบริโภคไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนที่นั่งปกติ และให้ใช้บังคับมาตรการนี้กับร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันด้วย

(อ่านข้อกำหนดฉบับเต็ม)

ประกาศ กทม. ไม่ระบุ ต้องฉีดวัคซีน-มีผลตรวจโควิด

ในส่วนของกรุงเทพมหานครก็ออกมาตรการแนบท้ายประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการร้านอาหารระบุรายละเอียด 11 ข้อ แต่ไม่ได้มีการระบุถึงเรื่องการฉีดวัคซีน และการตรวจหาเชื้อด้วย ATK มีเพียงการคัดกรองอาการที่เข้าข่าย ดังนี้

1. ทำความสะอาดพื้น พื้นผิวสัมผัสบ่อยๆ ทั้งก่อนและหลังการให้บริการ และให้กำจัดขยะมูลฝอยทุกวัน
2. ให้ผู้ประกอบการ พนักงานบริการ ผู้ใช้บริการ สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า
3. ให้มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
4. ให้เว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะ และระหว่างที่นั่งอย่างน้อย 2 เมตร กรณีมีระยะห่างไม่ถึง 2 เมตร ต้องจัดให้มีฉากกั้น
5. ให้ควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการมิให้แออัด
6. มีมาตรการคัดกรองไข้ และอาการไอ หอบเหนื่อย จามหรือเป็นหวัด สำหรับผู้ประกอบการ พนักงานบริการ และผู้ใช้บริการ ก่อนเข้าอาคาร ทั้งนี้ ให้รายงานหน่วยงานรับผิดชอบในกรณีพบผู้ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคตามแนวทางที่กำหนด
7. ลดเวลาในการทำกิจกรรมให้สั้นลงเท่าที่จำเป็น โดยถือหลักหลีกเลี่ยงการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน และลดการใช้เสียงดังภายในร้านอาหาร
8. กรณีจำหน่ายอาหารแบบบุฟเฟต์ ให้ปรับรูปแบบการบริการโดยงดการตักอาหารส่วนกลางด้วยตนเอง รวมถึงการตักอาหารในภาชนะ หรือใช้อุปกรณ์ร่วมกัน
9. จัดให้มีระบบคิว มีพื้นที่รอคิว ที่มีที่นั่ง หรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
10. จัดให้มีการระบายอากาศภายในอาคารที่ดี รวมถึงห้องสุขา
11. เพิ่มมาตรการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัวทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตามที่ทางราชการกำหนด เช่น ไทยชนะ หมอชนะ หรือใช้มาตรการควบคุมด้วยการบันทึกข้อมูลและรายงานทดแทน

(อ่านประกาศ กทม. ฉบับเต็ม)

มาตรการใหม่ในการคลายล็อกดาวน์บางกิจการกิจกรรม แต่ไม่คลายเคอร์ฟิวของ ศบค. ควบคู่ไปกับเงื่อนไขของกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ จะปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด จะพบอุปสรรคปัญหาหรือไม่ รวมถึงความยังไม่ชัดเจนในเรื่อง ATK ว่าภาระจะไปตกอยู่ที่ใคร ประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือรัฐบาล คงต้องติดตามกันต่อตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เป็นต้นไป โดยกิจการและกิจกรรมที่ดำเนินการได้ในพื้นที่สีแดงเข้มจะต้องมีความพร้อมตามมาตรการที่กำหนด และกรุงเทพฯ ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่จะมีการนำร่อง ก่อนจะประเมินผลใน 1 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ นายแพทย์โสภณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ที่หลังปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล และมาตรการองค์กรไปจนครบ 1 เดือน เมื่อเริ่มต้นขึ้นเดือนใหม่อย่าง ต.ค. อาจจะมีการนำมาปรับใช้โดยทั่วไป หากไม่มีปัญหาอุปสรรค เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่อนคลายลง แต่ยังคงปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19

แต่ไม่ว่าจะมีมาตรการใดออกมา ที่สำคัญคือ ประชาชนทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ตัวเลขผู้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มในประเทศไทยมีเพียง 7,287,885 ราย หรือคิดเป็น 10.1% เท่านั้น (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 18.00 น.) ควบคู่ไปกับสิ่งที่ต้องจับตาคือ เป้าหมายการเปิดประเทศภายใน 120 วัน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศว่า ในเวลานั้นประชาชน 50 ล้านคน จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว.


ผู้เขียน : กิณรีสีงอังกาบ
กราฟิก : Chonticha Pinijrob