ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบมาตรา 12 งบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามที่ กมธ.เสียงข้างมากแก้ไข ต่อด้วย มาตรา 13 งบกระทรวงการอุดมศึกษาฯ

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 19 ส.ค. 2564 ภายหลังการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 วาระ 2 ในมาตราการ 12 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานในกำกับ เสร็จสิ้น นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ให้สมาชิกลงมติว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือคงไว้ตามร่างเดิม โดยผลออกมาเป็นดังนี้ เห็นด้วย 311(+1) เสียง ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 0 ไม่ลงคะแนนเสียง 5

จากนั้นลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้สงวนคำแปรญัตติ (กดปุ่มไม่เห็นด้วย) ผลลงมติ คือ เห็นด้วย 242(+1) เสียง ไม่เห็นด้วย 69 งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนนเสียง 2

...

เวลา 13.55 น. เข้าสู่การอภิปราย มาตรา 13 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไขจากร่างเดิม มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้ขอสงวนคำแปรญัตติ เริ่มต้นด้วย นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 อภิปรายขอปรับงบประมาณ 5% เพราะเห็นความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพื่อประหยัดและใช้คนให้มีประสิทธิภาพ อีกปัญหาคือการศึกษา มหาวิทยาลัยที่มีอยู่ 80 กว่าแห่ง แต่ไทยมีการเกิดลดลง ทำให้เด็กที่โตมาเป็นนักศึกษาก็ลดลง อยากให้ปรับลดส่วนที่ทับซ้อน อาจมีความสูญเปล่าเกิดขึ้น โดยนำไปดูแลคุณภาพการศึกษาให้มากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และต้องเกิดการควบรวมเพื่อลดค่าใช้จ่าย

เวลา 14.12 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ ขอปรับลดงบประมาณ 0.2% หรือประมาณ 91 ล้านบาท พบความเหลื่อมล้ำในการดูแลมหาวิทยาลัย พบว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยมาก 300-500 ล้านบาท ทั้งที่เป็นแหล่งเรียนรู้คนใกล้ชิดชุมนุม เป็นสถานที่พัฒนาส่วนภูมิภาค เน้นความหลากหลายของวิชาชีพในแต่ละพื้นที่ แต่เสมือนรัฐมุ่งในความสำคัญการศึกษากับคนเมืองมากกว่าคนในชนบท คิดว่าปีต่อไปรัฐบาลต้องดูแลมากกว่านี้ เนื่องจากเป็นความเหลื่อมล้ำมากที่สุด จากนั้นต่อด้วย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และผู้ขอสงวนคำแปรญัตติรายอื่นต่อไป

เวลา 14.39 น. ประธานในที่ประชุมกดออดเรียกสมาชิกแสดงตนเพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบกับร่างแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ มติที่ได้ คือ เห็นด้วย 303 เสียง ไม่เห็นด้วย 5 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 2

จากนั้นลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก (กดปุ่มเห็นด้วย) หรือเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้สงวนคำแปรญัตติ (กดปุ่มไม่เห็นด้วย) ผลลงมติ คือ เห็นด้วย 239 เสียง ไม่เห็นด้วย 71 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 4