ไลฟ์สไตล์
100 year

กระแส Call Out ของดารา กับกฎหมาย 'หมิ่นรัฐบาล' ที่ไม่มีอยู่จริง

ไทยรัฐออนไลน์
22 ก.ค. 2564 01:11 น.
SHARE
  • เคยมีความพยายามเทียบเคียงความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 มาใช้เป็นความผิดฐานดูหมิ่นรัฐบาล จะพบว่า เจ้าพนักงานในที่นี้หมายถึงบรรดาข้าราชการประจำ หรือข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หาใช่บรรดาคณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาล
  • การแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม หรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 หรือ 330 การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด หรือไม่ต้องรับผิด
  • การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น จะเป็นความผิดได้ต่อเมื่อสิ่งที่นำเสนอนั้นเป็น ‘ความเท็จ’ และการนำเสนอข้อมูลนั้นต้องทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ตื่นตระหนกตกใจ หรือสร้างความเสียหายที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

คำว่า ‘Call Out’ การออกมาแสดงจุดยืน หรือแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมือง กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อบรรดาแฟนคลับของศิลปิน ดารา หรือผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์ (influencer) ต่างเรียกร้องให้บุคคลที่ตัวเองชื่นชอบออกมาแสดงจุดยืนเคียงข้างประชาชน ทั้งจากกรณีการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุในการปราบปราบผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล หรือกรณีความล้มเหลวในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19

แม้ว่าการออกมาแสดงจุดยืน หรือแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ตามหลักสากลโลก แต่สำหรับประเทศไทยการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ ยังต้องอยู่ใต้ ‘เพดาน’ ที่รัฐเป็นคนกำกับ อันจะเห็นได้จากท่าทีของ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่ออกมาแถลงความคืบหน้าในการเอาผิดกับคนบนโลกออนไลน์แล้ว เขายังส่งคำเตือนแบบอ้อมๆ ไปยังเหล่าดารานักแสดงด้วยว่า

“ที่สำคัญกลุ่มดารานักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ เป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนรักและศรัทธา ขอความกรุณาอย่าใช้สิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวทางการเมืองโจมตีรัฐบาล พราะสิ่งที่ทำเป็นการบิดเบือนข้อมูล เป็นการสร้างเฟกนิวส์ขึ้นในระบบโซเชียลมีเดีย”

ต่อกรณีนี้ ชัยวุฒิยืนยันว่าไม่ใช่การขู่เอาผิด แต่เป็นการขอความร่วมมือจากเหล่าคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช้โซเชียลฯเคลื่อนไหวทางการเมืองโจมตีรัฐบาล

ข่าวแนะนำ

อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญต่อท่าทีของ รมว.ดีอีเอส คือ ‘เพดาน’ หรือ กฎหมายที่มีไว้กำกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นเป็นอย่างไร มีขอบเขตกว้างขว้างมากน้อยแค่ไหน แล้วการที่ดารา ศิลปินออกมาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาล เป็นความผิดตรงไหน

ทั้งนี้ จากการดูกฎหมายภายในประเทศจะพบว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือการติชมรัฐบาลโดยสุจริตนั้น ไม่เพียงพอจะเป็นความผิดตามกฎหมาย เว้นแต่เป็นการดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท ใส่ความบุคคลโดยทุจริต หรือการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก หวาดกลัว หรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

ความผิดฐานหมิ่นรัฐบาลไม่มีอยู่จริง มีแต่ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ตามประมวลกฎหมายอาญากำหนดความผิดฐาน ‘ดูหมิ่น’ กำหนดความผิดฐาน ‘ดูหมิ่น’ ไว้สำหรับคน 5 กลุ่ม ได้แก่ พระมหากษัตริย์และรัชทายาท ถัดมาเป็นประมุขของรัฐต่างประเทศและผู้แทนรัฐ ถัดมาคือศาล เจ้าพนักงาน และกลุ่มสุดท้ายคือ ประชาชน

ดังนั้น ข้อหา ‘ดูหมิ่นรัฐบาล’ ตามที่ ชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) เคยออกมาพูดจึงไม่เป็นความจริง

แม้จะมีความพยายามเทียบเคียงความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 มาใช้เป็นความผิดฐานดูหมิ่นรัฐบาล แต่ถ้าดูจากองค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะนิยามของคำว่า ‘เจ้าพนักงาน’ ที่ศาลเคยวางแนวคำพิพากษาไว้ก็จะพบว่า เจ้าพนักงานในที่นี้หมายถึงบรรดาข้าราชการประจำ หรือข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หาใช่บรรดาคณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาล 

อีกทั้ง จากคำพิพากษาฎีกาที่ 724/2490 ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ ดังนั้น ต่อให้มีการดูหมิ่นรัฐบาล เช่น โพสต์คำว่า รัฐบาลเฮงซวย หรือ รัฐบาลฆาตกร ก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้

แต่กระนั้น การดูหมิ่น การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้บุคคล หรือเจ้าพนักงานอับอาย ก็ยังเป็นความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดา หรือความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานอยู่ หากว่าบรรดาดารา นักแสดง หรือศิลปิน แสดงออกด้วยการดูหมิ่น ‘ตัวบุคคล’ ไม่ใช่การติชม หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐ ก็อาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายได้

การติชมโดยสุจริตไม่เป็นความผิด ตามกฎหมายแพ่งและอาญา

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 กับ มาตรา 328 หรือ ‘ความผิดฐานหมิ่นประมาท’ ได้กำหนดให้การใส่ความบุคคลอื่นเพื่อให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เป็นความผิด แต่หากการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม หรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 หรือ 330 การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด หรือไม่ต้องรับผิด

เช่นเดียวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 หรือ ความผิดฐาน ‘ละเมิดต่อชื่อเสียง’ ได้กำหนดให้การแสดงความคิดเห็น หรือการไขข่าวที่ฝ่าฝืนต่อความจริง อันเป็นผลให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง หรือเสียหายในการทำมาหากินเป็นความผิด เว้นแต่ การกระทำนั้นเป็นไปเพราะไม่รู้ความจริง และทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้นๆ

ดังนั้น การที่บรรดาดารา นักแสดง หรือศิลปิน ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ติชมบุคคลใดโดยสุจริตหรือเป็นธรรม ก็ย่อมกระทำได้ และการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ ไม่เป็นความผิดทางกฎหมายฐานหมิ่นประมาทแต่อย่างใด

การให้ข้อมูลเท็จ เป็นความผิดเมื่อกระทบความมั่นคง หรือทำให้หวาดกลัว

ความผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับกำหนดขอบเขตไว้แตกต่างกัน ดังนี้

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 กำหนดความผิดไว้สำหรับการบอกเล่าความเท็จจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3) กำหนดความผิดไว้สำหรับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ ฯลฯ
  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ข้อกำหนดฉบับที่ 27) กำหนดความผิดไว้สำหรับการนำเสนอข้อมูลที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือ บิดเบือนข้อมูลจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

กล่าวโดยสรุปก็คือ การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น จะเป็นความผิดได้ต่อเมื่อสิ่งที่นำเสนอนั้นเป็น ‘ความเท็จ’ และการนำเสนอข้อมูลนั้นต้องทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ตื่นตระหนกตกใจ หรือสร้างความเสียหายที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

ทั้งนี้ หากการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวแม้เป็นความเท็จ แต่ไม่ได้นำไปสู่ความหวาดกลัวของประชาชน หรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่อาจเป็นความผิดได้ เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิด

ยกตัวอย่างเช่น ในคดี แชร์โพสต์ของเพจ 'กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ' คดีนี้จำเลยถูกตั้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (5) โดยถูกกล่าวหาว่า จำเลยเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจว่ามีตำรวจและทหารเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แต่ทว่า ศาลกลับมีคำพิพากษา 'ยกฟ้อง' เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการแชร์ข้อมูลข่าวสารทั่วไป แม้กระทบต่อภาพลักษณ์ คสช. แต่ไม่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

นอกจากนี้ ในคดี 'รสนาหมิ่นปิยสวัสดิ์' หรือคดีที่ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ผู้บริหาร ปตท. ฟ้อง รสนา โตสิตระกูล จากกรณีเฟซบุ๊กเพจของตนเผยแพร่บทความเรื่อง 'มหากาพย์ฮุบท่อก๊าซ สมบัติชาติ' โดยคดีนี้ศาลได้พิพากษายกฟ้อง พร้อมทั้งระบุว่า ข้อความของจำเลยเป็น 'การแสดงความคิดเห็น' เมื่อจำเลยมีความเห็นและเชื่อเช่นนั้น การที่จำเลยถ่ายทอดออกเป็นข้อความดังกล่าว จำเลยย่อมถ่ายทอดได้อย่างถูกต้องตามแหล่งที่มาของข้อมูลซึ่งก็คือตัวจำเลยเอง ข้อความพิพาทจึงไม่อาจเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จได้

หรือหมายความว่า การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไม่สามารถเป็นข้อมูลเท็จตามกฎหมายได้

ดังนั้น การกระทำของบรรดาดารา ศิลปิน หรืออินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น หรือแสดงจุดยืนทางการเมือง จึงห่างไกลจากนิยาม 'ข้อมูลอันเป็นเท็จ' หรือหากเป็นการนำเสนอ หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ก็จำเป็นจะต้องพิจารณาด้วยว่า ข้อมูลดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว ตื่นตกใจในหมู่ประชาชนหรือไม่ หรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือไม่ หากเป็นเพียงข้อมูลที่กระทบต่อความนิยมทางการเมืองของรัฐบาล ก็ไม่สามารถที่จะเอาผิดได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 "ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 "ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทําโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทําให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทําโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทําการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท"
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่"
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 "ผู้ใดแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ"
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
    (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
    (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
    (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
    (5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)
    ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้".
อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดารา call outหมิ่นประมาทวิจารณ์รัฐบาลกฎหมายspecial contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 29 กรกฎาคม 2564 เวลา 19:33 น.