จะทิ้งผม ก็ตามใจ ตู่แหย่ถาม พรรคร่วมรัฐบาล แฉเพิ่มกองทัพเรือ ล็อกให้จีน ทำท่าเรือฯ (คลิป)

ข่าว

    จะทิ้งผม ก็ตามใจ ตู่แหย่ถาม พรรคร่วมรัฐบาล แฉเพิ่มกองทัพเรือ ล็อกให้จีน ทำท่าเรือฯ (คลิป)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    21 ก.ค. 2564 05:24 น.

    ก้าวไกลลากไส้ต่องบฯ กลาโหม “พิจารณ์” แฉมีล็อกให้บริษัทจีนผู้ขายเรือดำน้ำ คว้างาน ก่อสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำ ตัดโอกาส บริษัทไทย จวกคนอดอยากแทบตายยังคิดแต่จะซื้ออาวุธ “สิระ” จี้ “เสี่ยหนู” ปลด “หมอโอภาส” ซ้อมตายลงโลงประชด สธ. ภท.โต้เดือดที่เละเทะก็เพราะ “ลุง” “พลพีร์” ตอกน่าสมเพชไม่น่าลุกจากโลง “บิ๊กตู่” ฉุนคำถามสื่อหารัฐบาลวงแตก โพล่งกลางวง ครม. “พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ” โฆษก รบ.ย้ำพรรคร่วมยังอยู่กันดี ศาลให้ประกัน “ไรเดอร์ฟู้ดแพนด้า”

    แม้กองทัพเรือจะยอมถอย ถอนงบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ออกจากงบประมาณปี 2565 แต่การตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้านยังคงเข้มข้น ล่าสุดนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กมธ.งบฯ ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการล็อกเป้าให้บริษัทจีนคว้าประมูลงานก่อสร้างท่าเทียบเรือดำน้ำ

    ก้าวไกลลากไส้ต่องบฯกลาโหม

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 20 ก.ค. นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกข้องใจกับการให้ผ่านงบกระทรวงกลาโหมไปแบบงงๆ ประธานการประชุมรีบรวบรัดสั่งปิด ดังนั้นต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่ามีอะไรไม่โปร่งใสหรือไม่ ยังมีงบอีกมากที่ชวนให้ตั้งคำถาม เช่น โครงการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านพักทหารของทุกเหล่าทัพ อาทิ งบสร้าง-ซ่อมบ้านพักกองทัพอากาศ 344 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของงบฯก่อสร้างในแผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ที่มีงบทั้งหมด 878 ล้านบาท โครงการอาคารพักข้าราชการกองเรือดำน้ำ ในพื้นที่กองเรือยุทธการ วงเงิน 294 ล้านบาท มีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างและยกเลิกถึง 3 ครั้ง

    แฉ บ.จีนคว้าท่าเทียบเรือดำน้ำ

    นายพิจารณ์กล่าวว่า ยังมีการตั้งงบเกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำอีกกว่า 10 รายการ รวม 3,760 ล้านบาท มีรายการที่ตั้งใหม่คือโครงการสร้างระบบสื่อสารควบคุมบังคับบัญชาเรือดำน้ำ งบผูกพัน 3 ปี วงเงิน 300 ล้านบาท การจัดซื้อจัดจ้างยังมีข้อพิรุธหรือไม่ เช่น โครงการก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำระยะที่ 1 พบว่าตั้งงบไว้ 900 ล้านบาท แต่ประกาศจัดซื้อจัดจ้างแบบแล้วยกเลิกถึง 5 ครั้งด้วยกัน พอมาประกาศใหม่เป็นครั้งที่ 5 ให้จัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ถึงได้ผู้ชนะ เป็นบริษัทจากประเทศจีน และเป็นบริษัทเดียวกับผู้ขายเรือดำน้ำ เมื่อดูเนื้องานแล้วเป็นงานโยธางานทั่วไป เหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนไทยเข้าแข่งขัน เชื่อว่าอาจกำหนดกันตั้งแต่ทีโออาร์ ทำให้บริษัทไทยไม่สามารถเข้าหลักเกณฑ์ได้ ยังมีกรณีโครงการก่อสร้างโรงซ่อมเรือดำน้ำ วงเงิน 958 ล้านบาท มีการประกาศและยกเลิกถึง 4 ครั้ง ถึงได้ผู้ชนะการประมูลแบบเฉพาะเจาะจง ใน กมธ.ฯมีการถามถึงข้อพิรุธดังกล่าว แต่กองทัพเรือกลับเลี่ยงตอบถึงความไม่โปร่งใสนี้

    ถอนเรือดำนํ้าเพื่อเบี่ยงกระแส

    นายพิจารณ์กล่าวว่า การที่กองทัพเรือแถลงว่าเลื่อนการซื้อเรือดำน้ำออกไป เป็นการเบี่ยงกระแสสังคมให้ไปโฟกัสที่เรือดำน้ำ แล้วสอดไส้ผ่านงบฯอื่นได้ง่ายขึ้น เห็นยังมีตั้งงบฯซื้ออาวุธมูลค่าสูง เช่น อากาศยานไร้คนขับ วงเงิน 4,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในงบฯ 65 ไว้ 820 ล้านบาท ที่เหลือเป็นงบฯผูกพัน 4 ปี อยากถามว่าในภาวะที่ประชาชนกำลังยากลำบากจากวิกฤติเศรษฐกิจ กองทัพกลับยังซื้ออาวุธเป็นปกติ มีความเหมาะสมหรือไม่ ถ้าประเทศมีเงินเศรษฐกิจดีเก็บภาษีเข้าเป้า อยากซื้ออาวุธก็ว่ากันไป แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ควรรอไปก่อน ตั้งงบฯผูกพันที่ต้องจ่ายไปอีก 4 ปี ปีละพันล้าน มันใช่เรื่องไหม ประชาชนป่วย เป็นหนี้เป็นสิน ตกงาน แต่จะซื้ออาวุธให้ได้

    “เรืองไกร” รีบช่วยแจงงบฯวัคซีน

    ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ โฆษก กมธ.งบประมาณฯ 65 กล่าวว่า ภาพรวมการพิจารณางบประมาณกระทรวงกลาโหม ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยบนความไม่เรียบร้อย มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับงบเรือดำน้ำลำที่ 1 ที่จ่ายไปแล้ว 8,000 กว่าล้านบาท เงินที่ใช้ไปแล้วในเรือดำน้ำลำที่ 1 จะถอนงบมาเพื่อซื้อวัคซีนทำไม่ได้ งบประมาณที่กองทัพเรือยอมถอนออกไป เป็นงบประมาณปี 65 เป็นงบจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 ขณะที่งบฯจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด อยู่ใน พ.ร.ก.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท เมื่อถามว่างบฯกระทรวงกลาโหมนอกจากการปรับลดในส่วนของเรือดำน้ำแล้ว จะเสนอปรับลดรายการอื่นอีกหรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่า มีแน่นอน เช่น สิ่งก่อสร้างต่างๆของกระทรวงกลาโหม แต่ทุกอย่างต้องใช้เหตุผล ไม่ใช่เสนอตัดอย่างเดียว คงไม่ได้ พูดดูง่ายแต่ต้องดูว่ามีเหตุผลหรือไม่

    “เสรีฯ” เย้ยกระแส รบ.ดิ่งสุดขีด

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมราษฎรที่เรียกร้องเรื่องวัคซีน คือสัญญาณการใช้อำนาจควบคุมประชาชนกลบเกลื่อนความล้มเหลวของตัวเอง ตอนนี้กระแสนิยมรัฐบาลตกต่ำสุดขีด หาก พล.อ.ประยุทธ์จะดื้อดึงอยู่ต่อ ก็คงพยายามใช้อำนาจและความรุนแรงจัดการประชาชนที่เห็นต่าง ให้ตัวเองเสวยสุขอยู่ในอำนาจต่อไป ไม่สนใจความสูญเสียของประชาชน พวกเด็กๆไปชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลลดงบกองทัพมาช่วยประชาชน แต่กลับยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาให้แทน อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินบังหน้า แต่จริงๆต้องการกดหัวประชาชน ตอนนี้อารมณ์ชาวบ้านโกรธเกลียดรัฐบาลมาก ยิ่งมาเจอข่าวหมกเม็ดสัญญาจัดซื้อวัคซีน ยิ่งทำให้ประชาชนโกรธแค้น และสงสัยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือไม่ อยากเตือนข้าราชการอย่าไปยอมเป็นเครื่องมือรัฐบาลทำร้ายประชาชน หรือแก้ต่างแทนรัฐบาลที่ทำความผิดหลายกระทง เพราะในไม่ช้าการเมืองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

    “สิระ” จี้ “หนู” ปลด “หมอโอภาส”

    วันเดียวกัน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ แถลงที่สำนักงานส่วนตัว ถนนวิภาวดีรังสิต ว่า ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรักษาระบบสาธารณสุข ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ จำนวนมากนอนรอความตายที่บ้าน แม้กระทั่งยาฟาวิพิราเวียร์ก็ไม่ได้กิน การเห็นคนป่วยนอนรอความตายอยู่บ้าน รอการช่วยเหลือแบบไร้ความหวัง เป็นภาพน่าหดหู่ สิ่งที่เกิดขึ้น นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ถ้าแก้ไม่ได้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต้องสั่งเปลี่ยนตัว ให้คนมีความรู้ความสามารถมาทำแทน ใครทำไม่ได้ก็ลาออกไป ระบบสาธารณสุขกำลังล่มสลาย แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องลอยตัว ให้ประชาชนใช้ยาฟ้าทะลายโจรรักษา แต่ไม่มีการควบคุมราคาและคุณภาพ ที่สำคัญของขาดตลาดหาซื้อไม่ได้ ขอแช่งผู้หากินจากผลประโยชน์วัคซีน ให้พบพิบัติทางการเมืองและครอบครัว

    ซ้อมตายลงโลงประชดประชัน

    นายสิระกล่าวอีกว่า ส่วนที่นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้ ส.ส.พปชร. คงกลัวลูกพี่ไม่รักเลยต้องออกมาปกป้องโดยไม่มีสาเหตุ โต้ตอบอะไรไม่ได้ดูเลยว่าแตะเรื่องอะไร ออกมาโวยวายกลัวไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งหน้า หรือว่าไม่มีเขตจะลง ฝ่ายการเมืองมีหน้าที่แก้ไขปัญหาไม่ใช่โยนขี้ใส่กัน เราต้องหาวิธีแก้ไขปัญหา ไปดูว่าการแทงม้าตัวเดียวจัดซื้อวัคซีนโควิดลอตแรก ใช่ปี 2563 หรือไม่ จนตอนนี้ยังไม่ยอมเปิดเผยสัญญาซื้อขาย เคยพูดกับ นพ.โอภาสตอนพิจารณางบประมาณฯ ว่าเงินภาษีประชาชนใช้อะไรไปต้องเปิดเผยได้ เรื่องนี้มีผลต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านด้วย วันนี้คนหลอนกันทั้งประเทศตื่นเช้ามาเจอกับยอดการตาย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายสิระแถลงข่าวเสร็จ ได้ซ้อมตายโดยลงไปนอนในโลงศพให้สื่อถ่ายภาพ ประชดประชันความล้มเหลวของระบบสาธารณสุข ที่ปล่อยให้ประชาชนตายคาบ้าน

    ภท.โต้เดือดเละเทะก็เพราะ “ลุง”

    นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เห็นข่าวนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ลงโลงซ้อมตาย กล่าวหาถึงหมอในกระทรวงสาธารณสุขที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก การบริหารจัดการโควิดใน กทม. ที่เละเทะอยู่นี้ เพราะนายกฯออกคำสั่งตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เอง แต่ไม่มี รมว.สาธารณสุขร่วมด้วย ปรากฏว่าทำงานไม่ได้ ล้มเหลวจนประชาชนตายคาบ้าน กทม.ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของ สธ. แต่คนถูกด่าคือ สธ. ด่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ทั้งที่ไม่มีหน้าที่ ไม่มีอำนาจตามคำสั่ง ถามว่าวันนี้ผู้ว่าฯ กทม.หายไปไหน รู้หรือไม่ว่าเดินตามหลังสถานการณ์อยู่กี่ก้าว สธ.เสนอให้ฉีดคนแก่ คนป่วยก่อน แต่ กทม. เอาไปฉีดให้คนไม่แก่ ไม่ป่วย รัฐบาลเอาไปฉีดแรงงานในระบบประกันสังคม ผลคือคนแก่คนป่วยตายเยอะมาก เวลานี้ สธ.กำกับดูแล 76 จังหวัด จะเห็นว่าจัดการได้ดี เพราะคนสาธารณสุขทุ่มเทหัวใจทำงานอย่างมืออาชีพ รู้งานเข้าใจงาน ไม่ต้องใช้อำนาจ แต่ต้องใช้สมองและหัวใจ อยากบอกคน กทม. ว่า การด่านายอนุทินเป็นการด่าผิดคน ยิงผิดตัว เปล่าประโยชน์ที่นายสิระจะซ้อมลงโลงแสร้งตาย แถลงข้อมูลผิดๆบิดเบือนตามสติปัญญาที่มี

    ตอกน่าสมเพชไม่น่าลุกจากโลง

    นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง กล่าวว่า น่าตกใจที่นายสิระที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกันแท้ๆ กลับมาเจาะยางกันเอง ทำตัวเหมือนเป็นฝ่ายแค้น อาจกระทบกับนายกฯในฐานะที่มีอำนาจสั่งการสูงสุด เล่นใหญ่ เล่นโต หาทัวร์มาลง นพ.โอภาสเป็นคนทำงานหนักทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง และขอปกป้องคุณหมอจากพวกปากหอยปากปู ที่ชอบไปนอนอยู่ในโลงศพ สร้างเสียงหัวเราะปนสมเพชเวทนา คนบางคนตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง เมื่อเลือกไปนอนในโลงแล้วก็ไม่น่าลุกขึ้นมาบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน จะจำไว้ว่าในพรรคพลังประชารัฐมีคนไม่มีมารยาท แถมนิสัยไม่ดี เอาเท้าราน้ำ ชอบวิจารณ์กระทบชิ่งกัปตันเรือ

    ประชุม ครม.เวิร์กฟรอมโฮม

    เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากบ้านพักกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังรัฐมนตรี นับเป็นวันแรกที่นายกฯเวิร์กฟรอมโฮม ตามมาตรการลดการแพร่ระบาดโควิด-19 ของ ศบค. ที่ยกระดับเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะลดการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุม ครม. เสร็จสิ้นลงในเวลา 14.10 น.

    “บิ๊กตู่” ฉุนคำถามสื่อ รบ.วงแตก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แสดงความหงุดหงิดหลังเห็นคำถามของผู้สื่อข่าวที่ส่งเข้ามา และนำทุกคำถามมาอ่านให้ ครม.ฟัง อาทิ คำถามเรื่องแพะรับบาปวัคซีนโควิด, พรรคร่วมรัฐบาลลอยตัว, เสียงเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยถอนตัวจาก ครม., นายกฯโดดเดี่ยว พร้อมกับบ่นพึมพำว่า “ดูแต่ละคำถาม ถามแบบนี้จะให้ตอบอย่างไร ผมไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทุกคนช่วยกันทำงาน ผมไม่คิดว่าเป็นเวลาของการเล่นการเมืองนะ ถ้าท่านจะออกจากผมก็แล้วแต่ ผมก็จะทำงานของผมต่อไป ผมไม่ทิ้งคุณ พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ”

    ย้ำพรรคร่วมยังอยู่ด้วยกันดี

    ต่อมานายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทนนายกฯ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า นายกฯ และ ศบค.กำลังถูกโดดเดี่ยวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลังมีการตอบโต้ระหว่าง ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กับ ส.ส.พลังประชารัฐ ว่า นายกฯยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังทำหน้าที่ด้วยกันด้วยความเข้มแข็ง เป็นการทำงานในโครงสร้าง ศบค.ที่นายกฯเป็นประธาน มีทุกหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนคณะกรรมการอื่นๆที่แต่งตั้งไปเป็นคณะกรรมการชุดเล็กที่ทำงานภายใต้ ศบค.ชุดใหญ่อยู่แล้ว ถือว่าทุกหน่วยรวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังให้ข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำ และรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นกับการบริหารจัดการทั้งหมด นายกฯยืนยันว่า ไม่มีการแยกกันทำงาน และทุกอย่างยังทำงานร่วมกันด้วยดี และนายกฯไม่ได้ไปแทรกแซงอะไรทั้งสิ้น แต่รับฟังทุกข้อคิดเห็นทั้งในส่วนของคณะแพทย์และเศรษฐกิจที่ต้องเยียวยา จึงต้องทำควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง

    “ไพบูลย์” วางไทม์ไลน์แก้ รธน.

    ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 83 และ 91) กล่าวว่า ตามที่ ศบค.ยกระดับมาตรการโควิด ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศระงับเที่ยวบินในประเทศในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. ทำให้ต้องเลื่อนการประชุม กมธ.ฯ จากวันที่ 27 ก.ค. เป็นวันที่ 4 ส.ค. ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ทั้งนี้ จะเสนอกรอบทำงานประชุม 4 ครั้ง เพื่อจัดทำให้แล้วเสร็จ ก่อนเสนอประธานรัฐสภาบรรจุเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 คาดว่าจะเป็นหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 65

    สภาฯเลื่อนถกไปอีกสัปดาห์

    นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีดำริให้งดประชุมสภาฯออกไปอีก 1 สัปดาห์ จากเดิมที่นัดประชุมวันที่ 29-30 ก.ค. เนื่องจากมีข้อกำหนดของ ศบค.ฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ให้จำกัดการเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าออกพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม รวมถึงมีประกาศของ กทพ.ห้ามทำการบินรับส่งผู้โดยสารในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ส่งผลให้การเดินทางมาร่วมประชุมของ ส.ส. และ ส.ว.มีปัญหา อาจฝ่าฝืนคำสั่งของ ศบค. ประสานไปยังประธานวิป 3 ฝ่าย ทุกฝ่ายเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์

    “ปิยะ” เค้น “ไรเดอร์ฟู้ดแพนด้า”

    ที่ สน.นางเลิ้ง พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ปราศรัย จิตตสนธิ ผบก.น.1 พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผกก.สน.นางเลิ้ง ร่วมกันสอบปากคำนายสิทธิโชค เศรษฐเศวต อดีตพนักงานส่งอาหาร บริษัท ฟู้ดแพนด้า จำกัด ที่ถูกจับกุมตามหมายจับข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระราชินี วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และทำให้เสียทรัพย์ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศห้ามมิให้ชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุด กรณีใช้ขวดพลาสติกบีบของเหลวคล้ายน้ำมันเชื้อเพลิงพ่นใส่กองเพลิงบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินนอก ขณะมีการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. โดยใช้เวลา 30 นาที

    ศาลอนุญาตให้ประกันไม่มีเงื่อนไข

    พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ได้ให้นายสิทธิโชค ชี้เสื้อผ้าที่สวมใส่ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. และชี้ภาพเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในโซเชียล โดยยอมรับว่าเสื้อผ้าและคนในคลิปเป็นตนจริง ถ้านายสิทธิโชคอ้างว่าเข้าไปช่วยดับไฟ เป็นสิทธิที่จะให้ปากคำ แต่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตจากภาพที่ปรากฏ พบว่าการฉีดของเหลวที่ออกจากขวดทำให้เปลวไฟลุกโชนมากกว่าเดิม มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ากระทำผิดจริงต่อมาพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ยื่นคำร้องฝากขัง ผู้ต้องหาครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ต่อศาลอาญา ตั้งแต่วันที่ 20-31 ก.ค. และท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันด้วยเงินสด 100,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไข

    ดีอีเอสขู่ดาราบิดเบือนข้อมูล

    นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า พบว่ามีการโพสต์หรือส่งต่อข้อความที่เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งหมด 147 ราย จากเฟซบุ๊ก 15 ราย ทวิตเตอร์ 132 ราย ทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อยากเตือนผู้ใช้สื่อออนไลน์ ที่สำคัญกลุ่มดารานักแสดง กรุณาอย่าใช้สิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวทางการเมืองโจมตีรัฐบาล เพราะสิ่งที่ทำเป็นการบิดเบือนข้อมูล เป็นการสร้างเฟกนิวส์ ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการโพสต์ เพราะหากโพสต์ข้อความเป็นเท็จ สร้างข่าวปลอม รวมถึงแชร์ข้อความเท็จ ถือว่ามีความผิด นอกจากติดตามแล้วจะสืบค้นถึงต้นโพสต์ แม้จะเป็นอวตารก็จะหาตัวให้ได้

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ประยุทธ์ จันทร์โอชาเรือดำน้ำก้าวไกลพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์กองทัพเรือไพบูลย์ นิติตะวันปิยะ ต๊ะวิชัยข่าวหน้า1ข่าววันนี้

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2564 เวลา 16:56 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์