“อนุทิน” รองนายกฯและรมว.สธ. จัดทีมปฏิบัติการเชิงรุก รับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามบ้านเข้าระบบรักษา ขณะ รมช.สาธิต ยอมรับ "ล็อกดาวน์" หรือไม่ เป็นอำนาจสูงสุดของนายกฯ

วันที่ 7 ก.ค. ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 7/2564 ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีทุกกรม ผู้ตรวจราชการทุกเขตสุขภาพ และคณะผู้บริหารเข้าร่วมประชุม

นายอนุทิน กล่าวว่า ได้สั่งการให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกับกรมควบคุมโรค และกรมการแพทย์ ประสานเครือข่ายกู้ชีพ กู้ภัย จัดทีมออกปฏิบัติการเชิงรุก ลาดตระเวนออกค้นหาผู้ติดเชื้อที่รอเตียงที่บ้านในพื้นที่ กทม. เพื่อรับตัวเข้าสู่ระบบรักษา ตามระดับของอาการ มีทีมติดตามอาการป่วย หรือนำส่งต่อโรงพยาบาลสนามในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง มีโรงพยาบาลบุษราคัมรองรับ เพื่อลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความทุกข์ของประชาชนที่รอเตียงตามบ้าน

...

“สำหรับการบริหารจัดการเตียงในเขตกรุงเทพมหานคร ได้มอบให้กรมการแพทย์บริหารร่วมกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด-19 พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก วันละ 5-6 พันคน ทำให้มีปัญหาการรอเตียง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยดำเนินการเพิ่มเตียงรองรับ โดยได้ดำเนินการเปิดศูนย์แรกรับ-ส่งต่อนิมิบุตร การเปิดโรงพยาบาลบุษราคัมที่ล่าสุดมีเตียงรองรับกว่า 4 พันเตียง ถ้ามีความจำเป็นก็เพิ่มได้อีก รวมทั้งการหาพื้นที่ก่อสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม เช่น อาคาร Satellite 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีศักยภาพและความพร้อม ทั้งหมดนี้ได้เร่งดำเนินการ เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงและรักษาชีวิตคน ไม่มีใครต้องเสียชีวิตที่บ้านเพราะการรอเตียงรักษา” นายอนุทิน กล่าว

ขณะที่ นายสาธิต แถลงต่อว่า ที่ประชุมได้หารือกัน เพื่อดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ยังรอการรักษาในทุกระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งจะดำเนินการเรื่องหน่วยเฉพาะกิจฉุกเฉิน ผ่านสายด่วน 1668, 1669 ร่วมมือกับอาสาสมัคร เพื่อส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และผู้ป่วยตกค้าง (back log) ไปยังศูนย์แรกรับและส่งต่ออาคารนิมิบุตร ขณะนี้รองรับได้ประมาณ 200 เตียง พร้อมทั้งโรงพยาบาล (รพ.) บุษราคัม ก็เปิดกว้างพร้อมรับผู้ป่วยจากศูนย์ฯ นิมิบุตร เข้าไปดูแลด้วย นอกจากนั้น สธ.ก็หาพื้นที่อื่นรองรับเพิ่มเติมให้เหมือนกับ รพ.บุษราคัม เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้ป่วยในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มคงที่และเพิ่มขึ้น

“เราพยายามไม่ให้ผู้ป่วยตกค้างเยอะ โดยเราพยายามเคลียร์ออกไปยัง รพ.บุษราคัม เพื่อให้รองรับได้มากที่สุด พยายามจะไม่ให้แอดมิดค้างที่นิมิบุตรมากจะต้องกระจายไป รวมถึงจะต้องดำเนินการแยกกักที่บ้านด้วย” นายสาธิต กล่าวและว่า มาตรการแยกกักที่บ้าน หรือโฮมไอโซเลชั่น (Home isolation) สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกรุงเทพฯ ที่สมัครใจ และแพทย์มีความเห็นว่าสามารถแยกกักที่บ้านได้ตามเงื่อนไข โดย รพ.จะส่งอุปกรณ์ดูแลตัวเองและอาหาร 3 มื้อไปให้ที่บ้าน โดยมีแนวทางนำร่องในกรุงเทพฯ และขยายผลต่อไปในเขตสุขภาพอื่นที่ดำเนินการได้ ขณะเดียวกัน กรมสุขภาพจิตก็มีกระบวนการดูแล คัดกรองบุคลากรที่ขาดขวัญกำลังใจ โดยจะเดินหน้าสร้างกำลังใจให้คนทำงาน กรมสนับสนุนบริการและสุขภาพ (สบส.) ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมของ รพ. ทั้งด้านสถานที่และอุปกรณ์ให้มีความพร้อมในการขยายเตียง โดยต้องแล้วเสร็จใน 1 เดือน"

เมื่อถามถึงมาตรการล็อกดาวน์ ตามที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาเปิดเผยว่า ขอฟังความเห็นจาก สธ. นายสาธิต กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าล็อกดาวน์ เป็นอำนาจสูงสุดที่ต้องอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉะนั้นจึงเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

“ส่วนการเปิดช่องหรือไม่ สธ.เรารายงานสถานการณ์และความจำเป็นในทุกครั้งที่ประชุม ศบค. ฉะนั้นจะล็อกดาวน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารสูงสุดในการใช้อำนาจ เพราะต้องหารือผลกระทบในหลายมิติ” นายสาธิต กล่าว.