- ปิดประเทศท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติ ต้องทำใจอย่างหนึ่งว่า มันจะยังคงมีการแพร่ระบาดอยู่ นอกจากฉีดวัคซีน สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ต่างๆ และเทคโนโลยี เรื่องการติดตามนักท่องเที่ยวต้องพร้อม
- วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการแพร่ระบาดที่ผ่านๆ มา ก็เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลทั้งสิ้น ช่วงต้นไทยควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศอื่นฟื้น ในไทยกลับระบาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
- กรณีสาธารณรัฐเซเชลส์ที่ฉีดวัคซีนไปราว 70% ของประชากร (มีประชากรแค่ 100,000 กว่าคน) แต่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ พอเปิดรับนักท่องเที่ยว ปรากฏว่าวันเดียวมีผู้ติดเชื้อถึง 500 คน คุณภาพวัคซีนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากฉีดไปแล้วไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ก็จะทำให้เกิดการระบาดรวดเร็ว
หลายภาคส่วนตั้งคำถามนับถอยหลังเปิดประเทศต่อจากนี้ที่เหลืออีก 115 วัน หรือจะเริ่มเปิดประเทศอย่างเป็นทางการคือภายในเดือนตุลาคม 2564 นี้ ทางรัฐบาลมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด และจะสามารถทำได้จริงหรือไม่
แม้วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ยกคณะรัฐมนตรีบางส่วนลงพื้นที่ไปจังหวัดภูเก็ต เปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเป็นการทดลองก่อนเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าในไตรมาส 3 (เดือนกรกฎาคม - เดือนกันยายน 64) จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยประมาณ 100,000 คน สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 8.9 พันล้านบาท
...
แต่หลังจากเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้ไม่ถึงสัปดาห์ กลับพบคลัสเตอร์ใหม่ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเทศบาลเมืองกะทู้ต้องปิดโรงเรียนถึง 4 แห่ง เป็นเวลา 14 วัน เนื่องจากพบผู้ปกครองและนักเรียนติดโควิด-19 หลังได้รับการตรวจหาเชื้อเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา
เทคโนโลยีติดตามนักท่องเที่ยวต้องพร้อม
จากกรณีดังกล่าว น.ส.จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ถึงเรื่องการเปิดประเทศภายใน 120 วันว่า ได้ศึกษากรณี สาธารณรัฐเซเชลส์ที่ฉีดวัคซีนไปราว 70% ของประชากร (มีประชากรราว 100,000 คน) แต่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ พอเปิดรับนักท่องเที่ยว ปรากฏว่าวันเดียวมีผู้ติดเชื้อถึง 500 คน หรือคิดเป็น 0.5% ของประชากร ซึ่งสาธารณรัฐเซเชลส์ฉีด 2 ยี่ห้อคล้ายไทย คือ แอสตราเซเนกา (Astrazeneca) และ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ส่วนไทยฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา กับ ซิโนแวค (Sinovac) เป็นหลัก ซึ่งในส่วน Sinovac ผลวิจัยของสถาบันหลายแห่งบอกว่าประสิทธิภาพ (Efficacy) ต่ำกว่า Sinopharm และหลายประเทศไม่ยอมรับ
ส่วนสาธารณรัฐเซเชลส์ทำให้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนไปแล้วถึง 60-70% แต่หากคุณภาพไม่ได้ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันหมู่ที่แท้จริง พอเปิดประเทศก็ทำให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“การเปิดประเทศท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติ คืออย่างหนึ่งที่ต้องทำใจคือว่า มันจะต้องมีการระบาดอยู่บ้างเหมือนกัน คือเราพยายามบาลานซ์ระหว่างเรื่องเศรษฐกิจกับเรื่องการควบคุมโรค คือมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มันเป็น 0% ได้ซะทีเดียว ถ้าเกิดมีการเปิดการท่องเที่ยวลักษณะนี้ นอกจากฉีดวัคซีนแล้ว เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ต่างๆ หรือเทคโนโลยีที่จะมาช่วยดูเวลานักท่องเที่ยวเข้ามา ไว้ติดตามนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมันต้องพร้อม และวางระบบให้ดี เพื่อที่จะทำให้คนในประเทศเองก็อุ่นใจ นักท่องเที่ยวที่เข้ามา เขาก็ได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ทางพรรคเพื่อไทยได้มีการเสนอไปตั้งแต่มีการระบาดใหม่ๆ แล้ว แต่ทุกวันนี้ดูในงบประมาณก็ยังไม่มีการวางแผนที่ชัดเจน” น.ส.จิราพร กล่าว
ต้องใช้โอกาสท่ามกลางวิกฤติ
ส่วนเรื่อง ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ น.ส.จิราพร ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ไปมา จึงแนะนำว่าควรศึกษากรณี สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ที่ทำโครงการ Vaxication (Vaccine + Vacation) คือนักท่องเที่ยวได้ทั้งท่องเที่ยวและฉีดวัคซีน หลังจากที่ประเทศฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบ 100% แล้ว จึงใช้โอกาสนี้ท่ามกลางวิกฤติ ทำให้ช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากกว่าปกติ เพราะนักท่องเที่ยวเดินทางไปที่อื่นไม่ได้ และหากมาฉีดวัคซีนต้องใช้เวลาพำนักนานถึง 1 เดือน ในช่วงรอยต่อรอการฉีดเข็มที่ 2 จนทำให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ
วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศเป็นเรื่องสำคัญ
เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเมืองดูไบ ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ประชาชนสามารถเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าและสามารถเลือกยี่ห้อวัคซีนฉีดได้ทันที ดังนั้นวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการแพร่ระบาดที่ผ่านๆ มาก็เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลทั้งสิ้น ทั้งที่ไทยเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในช่วงต้น แต่กลับกลายเป็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศอื่นฟื้น สถานการณ์ในไทยกลับระบาดซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังมองไม่เห็นหนทางว่าจะเปิดประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นเรื่อง Trust and Confidence ถึงจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ แต่ที่ผ่านมา คือรัฐบาลนี้ตั้งแต่แรกก็มีปัญหาเรื่องการยอมรับว่าเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ มาจากการรัฐประหาร จนกระทั่งก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 เอง ถ้าพูดถึงในแง่เศรษฐกิจ ก็มีปัญหาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีโควิด-19 แล้ว เพราะรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและต่างประเทศได้เลย จนเกิดโควิด-19 ยิ่งเป็นวิกฤติที่พิสูจน์ความสามารถของผู้นำประเทศของเรา และเห็นได้ว่ารัฐบาลนี้ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว ตราบใดที่เป็นรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศอยู่ เชื่อว่าไม่สามารถทำให้ประเทศฟื้นจากวิกฤติได้แน่นอน เพราะสูญเสียศรัทธาประชาชน และความเชื่อมั่นไปหมดแล้วค่ะ”น.ส.จิราพร กล่าว
จะออกรบยังไม่รู้ว่ามีศัตรูเท่าไร
เมื่อมาดูอัตราการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เชื่อว่าไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เพราะไม่ได้ตรวจเชิงรุกที่ครอบคลุม ซึ่งเหมือนการออกรบที่ไม่รู้ว่าศัตรูมีเท่าใด อาวุธที่จะสู้มีขนาดไหน จึงดูเหมือนจะมีปัญหาทุกจุดของการแก้ปัญหาโควิด-19 และเชื่อว่าไม่น่าจะสามารถเปิดประเทศได้
“การนำเข้าวัคซีนไม่หลากหลาย ล่าช้า ส่งผลให้การฉีดล่าช้าไปด้วย เรากำลังสาละวนกับการฉีดเข็ม 1-2 ซึ่งอัตราการฉีดต่อวันยากมากที่จะให้ได้ 70% ของประชากรก่อนเปิดประเทศใน 120 วัน นี่ยังไม่พูดถึงวัคซีนเข็ม 3-4 เพื่อกันโควิดสายพันธุ์เดลตาที่รุนแรงกว่าเดิมอีก” น.ส.จิราพร กล่าว
ส่วนเราคงต้องนับถอยหลังกันต่อ และได้แต่ภาวนาให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง อย่างน้อยๆ ก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของบุคลากรด่านหน้าได้บ้าง.
ผู้เขียน : Supattra.l
กราฟิก : sathit chuephannga